ในวันที่ความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาไม่ถึง คนจนจึงต้องช่วยกันเอง

หลังจากที่ภูเก็ตประกาศปิดเมือง ชาวประมงบ้านราไวย์เลยนำปลาที่ขายไม่ได้ ไปแลกข้าวสารจากชุมชนชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือ โครงการ “ปลาแลกข้าว” เป็นความร่วมมือระหว่างชุมชนรากหญ้าที่อำนวยความสะดวกโดยมูลนิธิชุมชนไทที่ทำงานร่วมกับชุมชนพื้นเมืองจากหลากหลายพื้นที่ในประเทศไทย

“พวกเขามีข้าว พวกเรามีปลา ถ้าทั้งสองชุมชนมีทั้งข้าวและปลา ก็รอดแล้ว” นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการและเป็นผู้ช่วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกล่าว โดยนายสุวิชานเป็นคนชนเผ่าปกาเกอะญอและเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิชุมชนไทตั้งแต่ก่อนที่มูลนิธิจะก่อตั้งในปี พ.ศ. 2553

“เราไม่ได้มองการแลกเปลี่ยนนี้เป็นธุรกิจหรือการแสวงผลกำไร เรามองว่านี่เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม พวกเราแลกเปลี่ยนกันโดยไม่มีใครเอาเปรียบใคร เราไม่ลำบาก ครอบครัวของเราไม่ลำบาก ชุมชน แม่น้ำ ผืนป่า ภูเขาก็ไม่ลำบากจากการแลกเปลี่ยนแบบนี้”

ปลาแห้ง 2 กิโลฯ จะแลกข้าวได้ 15 กิโลฯ หรือคิดเป็น 1 กระสอบ โดยปกติปลาจะถูกขายสดๆ แต่ตอนนี้ชาวบ้านกำลังเรียนรู้วิธีการทำปลาแห้งโดยใช้วิธีพื้นเมืองสำหรับโครงการ ส่วนฝั่งชุมชนชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดจากและเชียงใหม่นั้น ตั้งเป้าว่าจะผลิตข้าวสารให้ได้อย่างต่ำ 3,700 กิโลฯ สำหรับครอบครัวชาวราไวย์ 243 ครอบครัว

นายสุวิชานยังชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่คนจนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐ ชาวราไวย์ส่วนใหญ่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนใช้และไม่มีบัญชีธนาคารเป็นของตนเอง นายสุวิชานประเมินว่าจากชาวเล 1,300 คน อาจจะมีเพียง 3-4 คนเท่านั้นที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาทจากรัฐบาล

“พวกเรารอรัฐไม่ไหว ชาวบ้านจึงต้องช่วยเหลือกันเอง โครงการนี้พื้นฐานมาจากระบบส่งต่อจากคนสู่คน ในเคสนี้เราหมายถึงผู้ผลิตถึงผู้ผลิตกันเองด้วย”

ค่าใช้จ่ายเดียวที่มีในระบบนี้คือค่าขนส่งจากภูเก็ตไปเชียงใหม่และจากเชียงใหม่มาภูเก็ต ใครอยากสนับสนุนโครงการสามารถช่วยเหลือในจุดนี้ได้

การรับมือแบบกระจายอำนาจท้องถิ่น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชุมชนพื้นเมืองรับมือกับวิกฤตด้วยวิธีของตนเอง ชาวบ้านหลายคนในเชียงใหม่ผันตัวมาเป็นนักดับเพลิงอาสาในสถานการณ์ไฟป่าในภาคเหนือที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน เมื่อคราวที่ไฟป่าลุกลามในอำเภอแม่วาง จ.เชียงใหม่ ก็เป็นนักดับเพลิงอาสาจากชุมชนพื้นเมืองโดยรอบที่มาช่วยกันดับไฟข้ามคืน

“เพราะว่าป่าคือชีวิต” อาสาคนหนึ่งกล่าว

“พวกเราต้องตั้งรับตลอดทั้งวันทั้งคืน เราไม่รู้ว่าไฟจะปะทุตอนไหน แต่เมื่อไหร่ที่ไฟมาเราก็ต้องออกไปสู้” นายสุวิชานกล่าว

ศูนย์ช่วยเหลือชุมชนดับไฟป่าถูกตั้งขึ้นโดยคนพื้นเมืองเพื่อประสานงานรับบริจาคจากชุมชนพื้นเมืองภายนอก สิ่งของไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำหรับดับไฟป่า อาหารแห้ง และเงินช่วยเหลือฉุกเฉินได้ถูกแจกจ่ายไปที่จังหวัดลำปาง น่าน และเชียงราย

นายสุวิชานเสริมว่า “พี่น้องของเราที่อยู่ในเมืองช่วยส่งอุปกรณ์ อาหารแห้ง ส่วนชุมชนจากทางใต้ช่วยส่งปลาแห้ง และทั้งหมดนี้เป็นเสบียงสำหรับภารกิจดับเพลิง”

นายพงษ์นรินทร์ แพรชมภู อาสาดับไฟป่าจากแม่ฮ่องสอน เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอกขณะปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา แต่ในขณะที่ชาวบ้านเสี่ยงชีวิตเพื่อดับไฟ รัฐบาลยังกล่าวโทษพวกเขาว่าเป็นต้นเหตุ นายวราวุธ ศิลปอาช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณประณามการเผาที่ดินการเกษตรว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดไฟป่า

“ทั้งการระบาดของ COVID-19 และไฟป่าทำให้เราต้องพึ่งตัวเอง” นายสุวิชานเสริม ชุมชนชาวกะเหรี่ยงได้ทำการปิดหมู่บ้านเพื่อป้องกันการระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศเคอร์ฟิวในกรุงเทพฯ เสียอีก สถานการณ์ COVID-19 ทำให้พวกเราใช้ความรู้ที่เรามีในการจัดการชุมชนของพวกเรา

“พวกเราได้เห็นว่าชุมชนพื้นเมืองเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดในการจัดการและการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ”

แต่กระนั้นเอง รัฐบาลยังขู่ว่าจะริดรอนสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรของชุมชนพื้นเมือง ซึ่งเป็นเรื่องน่าหดหู่เสียกว่าการระบาดของ COVID-19 หรือการสูญเสียรายได้เสียอีกสำหรับนายสุวิชาน

“พวกเรากลัวหลายเรื่อง แต่สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือนโยบายที่ไม่ขานรับต่อความต้องการของชุมชน เรากลัวว่านโยบายที่ออกมาจะช่วยแต่คนที่มีอำนาจ และทำให้เราสูญเสียสิทธิ์ ความสามารถในการเข้าถึง และพื้นที่ในสังคม”

นายสุวิชานกล่าวถึงปัญหาการรุกพื้นที่ป่าและการครอบครองที่ดินของคนพื้นเมืองที่ถูกรัฐบาลทหารของพลเอกประยุทธ์คาดโทษ แต่เมื่อรัฐบาลทหารเข้ามามีอำนาจในปี 2556 แม้ว่ารัฐจะได้ให้สัญญาว่าจะ “เรียกคืน” ที่ดินที่ถูกบุกรุกและวางแผนระบบแบ่งเขตป่าใหม่ แต่พื้นที่ป่าที่เป็นที่ถกเถียงถูกพบว่าอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของ ส.ส พรรคพลังประชารัฐเอง และสุดท้าย ส.ส คนดังกล่าวพ้นผิดทุกคดี

“พวกเราอยู่อาศัยในผืนป่านี้ก่อนที่จะมีการแบ่งโซนเสียอีก” นายสุวิชัยชี้ “แต่กฎหมายที่ไม่ยุติธรรมทำให้การบุกรุกป่าแย่ลง ก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นปัญหา แต่กฎหมายในปัจจุบันไม่ตอบรับกับวิถีชีวิตของชุมชนพื้นเมือง”

นายสุวิชัยเน้นย้ำว่า การที่ผู้ผลักดันนโยบายไม่รับฟังเสียงจากกลุ่มคนที่เรียกป่าว่า ‘ชีวิต’ ไม่เพียงจะทำร้ายชุมชนแต่นั่นจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติด้วย

“นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด มันทำชาวบ้านอย่างเราไม่มีสิทธิและไม่สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ได้”

อนาคตของโครงการปลาแลกข้าว

นายสุวิชานคาดการณ์ว่าในขณะนี้หากวัดจากความสามารถในการผลิต ทั้งสองชุมชนในโครงการจะสามารถอยู่รอดไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 1 เดือน

“พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากภาคเหนือและได้ยินว่าพี่น้องจากอีสานจะมาเข้าร่วมโครงการกับเรา”

สำหรับสุวิชานและมูลนิธิชุมชนไท สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการช่วยเหลือชุมชนให้รอดจากวิกฤติ และหลังจากนั้นค่อยมองถึงความเป็นได้ของโครงการในอนาคต

“พวกเราหวังว่าวิกฤตินี่จะเป็นโอกาสในการกลับมาคิดทบทวนช่องทางตลาดสำหรับชุมชนพื้นเมืองที่เป็นผู้ผลิตมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในภาคเหนือและภาคใต้ แต่รวมถึงภาคอีสาน ภาคกลาง หรือภาคตะวันตกด้วย

“นี่อาจจะเป็นโอกาสในการสร้างระบบแลกเปลี่ยนอย่างเต็มตัวเลยก็ได้”

คุณสามารถสนับสนุนโครงการปลาแลกข้าวได้โดยการบริจาคผ่านมูลนิธิชุมชนไท เลขบัญชี 061-0-24961-4 ธนาคารกรุงเทพ

ผู้เขียน Jasmine Chia

ผู้แปล Salisa Traipipitsiriwat

Advertisement -spot_imgspot_img

COVID-19

Thailand discovers 4 new COVID cases in past 24 hours including first locally transmitted case in more than 100 days

Thailand’s government said on Friday that it had discovered four new cases of coronavirus in the last 24 hours in state quarantine...
Advertisement -spot_img
Advertisement -spot_imgspot_img

Latest article