ศัตรูทางการเมือง อย่างนายทักษิณกับนายอภิสิทธิ์ นายธนาธรกับพลเอกประยุทธ์ หรือประชาธิปไตยกับเผด็จการ ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นเพียงสิ่งที่เบนความสนใจของเราจากสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
สมรภูมิการเมืองไทยที่แท้จริงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ คือสงครามระหว่างคนรวย-คนจน
การระบาดของไวรัสโคโรนาครั้งนี้ ทำให้เรามองเห็นปัญหาต่างๆ ในสังคมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และหากใครตามอ่านข่าว จะเห็นได้เลยว่าช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจนนั้นกว้างขนาดไหน
ในขณะที่คนมีเงินไม่พอใจการงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ หรือบ้างก็บ่นว่าการอยู่บ้านหยุดเชื้อน่าเบื่อขนาดไหน คนหาเช้ากินค่ำได้ปลิดชีวิตตนเองเพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือเยียวยา
สัญญาที่ถูกฉีก
ย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 18 ฌอง ฌาค รุสโซ นักปรัชญาชาวสวิสได้กล่าวถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ
ในหนังสือชื่อ “สัญญาประชาคม” (Social Contract) ผลงานชิ้นสำคัญของรุสโซ ได้กล่าวไว้ว่า “มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพ แต่ต้องตกอยู่ในเครื่องพันธนาการทุกหนทุกแห่ง “ (man is born free, and everywhere he is in chains)
รุสโซมองว่า รัฐบาลกับประชาชนมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันผ่านการทำสัญญาประชาคม (social contract) โดยประชาชนมีหน้าที่จ่ายภาษี เชื่อฟังรัฐ และให้คำสัญญาว่าจะไม่โค่นล้มชนชั้นปกครอง โดยที่รัฐจะตอบแทนด้วยการดูแลความสงบ ปลอดภัย และให้ประชาชนมีสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินส่วนบุคคล
หากเมื่อไหร่ที่สัญญาประชาคมนี้ถูกละเมิด การปฏิวัติและความโกลาหลจะตามมา
สัญญาประชาคมในประเทศไทยถูกฉีกทิ้งนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นใหญ่และมาด้วยวิธีใด กลุ่มคนรายได้น้อยถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังเสมอ และการระบาดของไวรัสโคโรนาครั้งนี้ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาถูกทิ้งไว้ไกลแค่ไหน
ปีศาจในคราบชนชั้นกลาง
ชนชั้นกลางไทยมีคุณสมบัติทุกอย่างที่เฟรดริค เองเกลส์นักคิดชาวเยอรมันชังในความเป็นชนชั้นกลาง เองเกลส์มองว่าชนชั้นกลางถือตนอยู่เหนือกว่าชนชั้นแรงงาน และอิจฉาริษยาชนชั้นที่สูงกว่า คนชนชั้นกลางยังยินดีที่จะนำเสรีภาพไปแลกกับความมั่นคงเพื่อปกป้องทรัพย์สินเงินทองของตนเอง
ครั้งหนึ่งเองเกลส์กล่าวว่า “คนชนชั้นกลางมีมุมมองทางสังคมที่พิเศษมากจริงๆ พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์นั้นจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเขาหาเงินได้หรือช่วยทำเงินได้”
มากกว่าหนึ่งครั้งที่ตัวผู้เขียนเอง ได้ยินชนชั้นกลางไทยแสดงความไม่พอใจ ว่าทำไมภาษีที่พวกเขาจ่ายจะต้องถูกนำไปช่วยกลุ่มคนที่ไม่ขยันและไม่มีความสามารถที่จะหาเลี้ยงตนเองผ่านโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลไม่ว่าจะด้วยการแจกเงินสนับสนุนหรือผ่านโครงการสวัสดิการทางการแพทย์ถ้วนหน้าด้วย
ชุดความคิดที่ขาดความเห็นอกเห็นใจแบบนี้มีอยู่จริง และเป็นสิ่งที่น่าตกใจ
สิบปีที่แล้ว ตอนที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนทัพมาชุมนุมที่ราชประสงค์ มีชนชั้นกลางและชนชั้นนำมากกว่าหนึ่งคน ‘ชอบใจ’ ที่พรรคประชาธิปัตย์และทหารออกมาสลายการชุมนุมด้วยลูกปืนและรถถัง
อีกหลายๆ คน ได้ออกมาชุมนุมเป่านกหวีดเรียกให้มีการปฏิวัติ โดยที่พวกเขามั่นใจว่านั่นคือการปกป้องประเทศไทยจากเงื้อมมือคนขายชาติ
และในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดหลังยุคคสช.ที่ยืดเยื้อ หลายคนก็ยังเทคะแนนเสียงให้กลุ่มคนที่มายึดอำนาจทางการเมืองได้อยู่ต่อ
ฉะนั้น การที่ในขณะนี้มีกลุ่มคนชนชั้นกลางและชนชั้นนำบางกลุ่มออกมาตำหนิรัฐบาล เนื่องจากธุรกิจของตนเองได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองนั้น ยากที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ เพราะใครกันที่ปูพรมให้พวกเขาเข้ามามีอำนาจ
ประชาธิปไตยก็แก้ไม่ได้
คาร์ล มาร์กซ์เขียนถึงประชาธิปไตยว่าเป็นระบบที่ “ผู้ถูกกดขี่จะได้รับอนุญาตทุกๆ สี่ปีให้ตัดสินใจเลือกว่าใครในชนชั้นนำจะมาเป็นตัวแทนกดขี่พวกเขาคนต่อไป”
และมาร์กซ์ไม่ได้กล่าวอะไรผิด แม้ตอนนี้ประเทศไทยจะมีความหวังใหม่อย่างคณะอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลที่สัญญาว่าจะมาเปลี่ยนแปลงสังคมหากได้เป็นรัฐบาล ความไม่หลากหลายของผู้นำที่เรามี ก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของประเทศไทย
คุณธนาธร คุณปิยบุตร คุณพรรณิการ์ และคุณกุลธิดา เป็นกลุ่มผู้นำที่มีพื้นหลังทางการศึกษาจากประเทศฝั่งตะวันตก และแม้ว่าจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว ผู้นำคนใหม่ที่มาแทนอย่างคุณพิธา ก็มีพื้นหลังที่ไม่ต่างกันด้วยดีกรีจาก Harvard และ MIT
ไม่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะมีความเห็นอกเห็นใจคนรายได้น้อยขนาดไหน และไม่ว่าพวกเขาจะลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหามากมายเพียงใด ก็ไม่มีทางมันได้ดีเท่ากับตัวคนจน ผู้ที่ต้องเผชิญปัญหาและต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเอง
ทั้งนี้ ผู้เขียนมิได้กังขาความมุ่งมั่นและความหวังดีของทั้งคุณธนาธร คุณพิธา คุณปิยบุตร คุณพรรณิการ์และคุณกุลธิดา การได้เห็นกลุ่มคนที่มี ‘เสียง’ ลุกขึ้นมาต่อสู้เป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่การที่พวกเขามุ่งต่อสู้กับระบอบประชาธิปไตยเสรีและเผด็จการเพียงอย่างเดียว อาจไม่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดนัก
แน่นอนประเทศไทยต้องการระบบปกครองที่มีเสรีภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับคนหาเช้ากินค่ำแล้ว การต่อสู้ที่แท้จริงคือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดและปากท้อง
คุณสามารถโต้แย้งได้เลยว่า หากเรามีประชาธิปไตยเต็มใบ เราจะมีโอกาสช่วยเหลือคนที่ยากลำบากได้มากกว่าการอยู่ภายใต้เผด็จการอย่างทุกวันนี้ และคุณก็อาจจะพูดถูก แต่ไม่ได้ถูกไปเสียทั้งหมด
เพราะหากพรรคก้าวไกล คณะอนาคตใหม่ พรรคเพื่อไทย หรือฝ่ายค้านกลุ่มอื่นยังไม่สามารถหาตัวแทนคนจนตัวจริงมาร่วมงานและให้ ‘เสียง’ กับพวกเขา การเข้าถึงแก่นของปัญหาเพื่อคิดค้นวิธีแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนก็จะยังมีขีดจำกัด และจะยังคงเป็นปัญหาต่อไป ไม่ว่าระบบปกครองจะเป็นระบบไหนก็ตาม
20 มหาเศรษฐี
เงินเดือนเฉลี่ยต่อปีของคนไทยอยู่ที่ประมาณ 160,000 บาทต่อปี คนไทยส่วนใหญ่แม้ทำงานจนเกษียณก็ยังไม่สามารถมีเงินเก็บได้ถึง 32 ล้านบาท
รัฐบาลไทยมองว่าการขอให้มหาเศรษฐีไทย 20 คนช่วยแนะนำการจัดการกับปัญหาไวรัสโคโรนาและวิธีการช่วยเหลือคนยากจนนั้นเป็นวิธีที่ชาญฉลาดที่จะทำให้เราผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้
วอลแตร์ครั้งหนึ่งกล่าวไว้ว่าเขามีเพียงคำอธิษฐานเดียวที่อยากขอพระเจ้า คือขอให้ศัตรูของเขานั้นกลายเป็นตัวตลก
คำขอของเขาได้เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศไทย คนรวยและเหล่านายพลของเรานั้นช่างน่าขัน
ถึงพลเอกประยุทธ์ หากท่านอยากที่จะช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยให้ลืมตาอ้าปากได้จริงๆ สิ่งที่ท่านควรทำแทนที่การขอคำแนะนำจากมหาเศรษฐี คือการหาวิธีและระบบที่มีประสิทธิภาพ มาควบคุมและกระจายทรัพย์สินเงินทองที่มหาเศรษฐีเหล่านี้ครอบครองให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจในสังคมจะได้ไม่เป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ แบบที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ผู้เขียน Cod Satrusayang
ผู้แปล Salisa Traipipitsiriwat


