การระบาดของไวรัสตีแผ่สภาพสถานกักกันผู้อพยพในประเทศไทย

แม้ว่าหลายวันมานี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงไปอยู่เหลือเพียงเลขตัวเดียว เราก็มิอาจนิ่งนอนใจได้ เพราะเมื่อวันที่ 25 เมษายน มีรายงานว่าผู้อพยพ 42 คนที่ถูกคุมตัวอยู่ที่สถานกักกันผู้อพยพลี้ภัยในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลาติดเชื้อโควิด19 และยังมีอีก 73 คนที่กำลังรอผลจากห้องแล็บ อ้างอิงจากของพ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รอง ผบก.ตม.6

เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม สถานการณ์ในประเทศสิงคโปร์ไม่ต่างจากประเทศไทยในตอนนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นเพียงเลขตัวเดียวและไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ในช่วงปลายเดือน ตัวเลขผู้ติดเชื้อในสิงคโปร์กลับทะยานไปเกินพัน โดยที่หลายเคสเป็นผู้แรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่รวมกันในหอพัก

“วิกฤตการณ์ดังกล่าวตีแผ่ความเป็นอยู่ที่ไม่เท่าเทียมของแรงงานรายได้ต่ำนับล้านคนในประเทศร่ำรวยอย่างสิงคโปร์ และความไร้ประสิทธิภาพในการดูแลประชาชนของกองทัพสิงคโปร์” สำนักพิมพ์ New York Times รายงาน

“ไวรัสไม่สนเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นหรือสีผิว” รองประธานองค์กร Transient Workers Count Too กล่าว “และสุดท้ายมันก็ระเบิดใส่ทุกคน”

ด้านรัฐบาลไทยเรา แม้จะเป็นกลางในเรื่องนี้กว่ามาก “ชนชั้นแรงงานล่องหน” ของไทยที่ผู้คนมองเห็นมีเพียงกลุ่มคนอย่างเกษตรกรที่ไม่ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ชุมชนพื้นเมืองที่ต้องต่อสู้เพื่อนผืนป่าและไฟป่า ผู้ค้าบริการที่ถูกตราหน้าด้วยกฎหมาย โดยในความเป็นจริงแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกสังคมหลงลืมไป ซึ่งก็คือกลุ่มผู้อพยพในสถานกักกันในชายแดนจังหวัดต่างๆ

ประเทศไทยมีสถานกักกันทั้งหมด 22 แห่ง เป็นสถานที่ไว้กักกัน ‘ผู้อพยพที่ผิดกฎหมาย’ ทั้งกลุ่มที่อยู่เกิดกำหนดวีซ่า 90 วัน ผู้ที่กำลังขอลี้ภัย และผู้ลี้ภัย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่มาความแออัด ในปี พ.ศ. 2556 องค์กร Amnesty รายงานว่ากฎข้อบังคับอย่างเป็นทางการอนุญาตให้ห้องขังมีขนาดรองรับอย่างน้อย 1.19 เมตรต่อคน

พุทธณี กางกั้น เจ้าหน้าที่จากองค์กร Fortify Rights ให้สัมภาษณ์ว่า สภาพความเป็นอยู่ในค่ายกักกันนั้นแย่กว่าเรือนจำเสียอีก “ค่ายกักกันนั้นจริงๆ มีเอาไว้สำหรับกักกันคนแค่ 15 วัน แล้วก็ไป แต่สำหรับประเทศไทย หลายคนต้องอยู่เป็นปี และมันไม่ได้ถูกออกแบบมารองรับสถานการณ์แบบนั้น”

อ้างอิงจาก Global Detention Project ระยะเวลาอยู่สองผู้ถูกกักกันในประเทศไทยอยู่ระหว่าง 3 วันถึง 12 ปี โดยเฉพาะกลุ่มผู้ขอลี้ภัยและผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่จะถูกกักไม่ต่ำกว่า 2 ปีขณะรอสถานะ

ห้องกักที่สวนพลูในกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์รวมผู้กักขังเอาไว้มากที่สุด องค์กรไม่แสวงผลกำไรต่างๆ พยายามต่อสู้ให้จำนวนผู้ถูกคุมขังมีไม่เกิน 1,000 คนต่อสถานกักกัน แต่รัฐบาลยังปฏิเสธที่จะนับหรือเผยแพร่จำนวนที่แท้จริง

“มันแออัดถึงขนาดที่พวกเราบางคนต้องยืนหลับ หรือสลับกันนอน” อดีตผู้ขอลี้ภัยชาวปากีสถานที่เคยถูกกักขังที่สวนพลูกล่าว “ถ้าคุณขยับขาออก คุณจะเสียพื้นที่ตรงนั้นไปทันที” ผู้ถูกขังถูกแยกออกตามเพศและเชื้อชาติภายนอก “ห้อง 8 เป็นของคนดำ ห้อง 11 เป็นห้องคนแขก” อดีตผู้ต้องขังกล่าว

มาตรการอย่างการสร้างตึกหรือโยกย้ายผู้คุมขังไปไว้ที่ค่ายกักกันอื่นนั้นมีออกมาเรื่อยๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ในช่วงที่โควิดระบาด ค่ายกักกันได้สั่งห้ามมิให้มีคนมาเยี่ยมหรืออาสาสมัครมาทำงาน เจ้าหน้าที่มองว่า หากยังไม่มีการระบาดก็ถือว่ายังไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ มากกว่านี้

คุณพุทธณีกล่าวต่อว่ามาตรการที่มุ่งแก้ไขปัญหาแออัดนั้นช่วยได้ และมองว่ารัฐบาลมิได้นิ่งนอนใจในการตรวจหาโรค ไม่เพียงในกลุ่มผู้คุมขัง แต่ในกลุ่มผู้อพยพในชุมชนต่างๆ ด้วย

แต่สิ่งที่เธอตั้งคำถามคือมุมมองที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนเหล่านี้จะไม่ติดเชื้อเพราะอยู่ห่างไกลจากสังคม “สถานกักกันเป็นสถานที่ที่มีคนเข้าออกตลอดเวลา เพราะมีการปล่อยตัวหรือรับเข้ามาใหม่ ตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ชัดว่า 42 คนติดเชื้อมาจากใคร แต่พวกเขาถูกกักขังตอนเดือนกุมภาพันธ์ และเราก็ไม่รู้ว่าในช่วงเวลานั้นมีใครผ่านเข้าออกห้องขังของพวกเขาบ้างระหว่างกุมภาพันธ์ถึงเมษายน หรือพวกเขาอยู่ด้วยกันตลอด”

“เป็นเรื่องน่ากังวลหากคนติดนั้นติดมาจากผู้ต้องขังคนอื่น”

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าพวกเขากำลังทำการตรวจหาเชื้อในสถานกักกัน สวัสดิการด้านสุขภาพอื่นๆ มีจำกัด ตามกฎของ ห้องกักสวนพลู แพทย์หนึ่งคนจากกรมควบคุมโรคจะมาทุกสัปดาห์ แต่ในความเป็นจริงคุณพุทธณีและอดีตผู้ต้องขังยืนยันว่ามีพยาบาลเพียงคนเดียวเท่านั้นและเป็นพยาบาลจากองค์กรพัฒนาเอกชน

“มีคลินิกเล็กๆ อยู่ 1 แห่ง แต่พยาบาลคนเดียวไม่เพียงพอต้องความต้องการของคนเป็นนับพัน” คุณพุทธณีกล่าว

อดีตผู้ถูกคุมขังอีกคนหนึ่งเป็นหญิงชาวโซมาเลียได้เล่าประสบการณ์ที่ตอนที่เธอป่วยขณะถูกกักขังอยู่ที่สวนพลู ตอนนั้นเธอมีไข้สูง อาเจียน และเป็นลมหลายครั้ง ซึ่งเห็นชัดว่ายาที่พยาบาลให้ไม่ทำให้เธอดีขึ้น “ฉันกลัวมากเพราะฉันไม่รู้ว่าฉันได้พบแพทย์หรือไม่” เธอเล่า แต่ในที่สุดมีผู้บริจาคเอกชนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและตกลงที่จะประกันตัวเธอและจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนให้ หากไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอก เธอกลัวว่าเธอจะไม่สามารถรอดชีวิต

“โดยปกติแล้ว มันยากมากที่จะได้พบแพทย์” คุณพุทธณีกล่าวและเล่า ถึงความพยายามของ Fortify Rights ในการเจรจาการปล่อยตัวผู้ขอลี้ภัยที่ป่วย ที่กินเวลาตลอดทั้งปีก่อนที่ผู้ต้องขังคนนั้นจะได้พบแพทย์

สถานกักกันลังเลที่จะส่งผู้ต้องขังไปโรงพยาบาลไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องของรายจ่าย กรณีส่วนใหญ่ รัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ต้องขังที่ป่วย เจ้าหน้าที่ของกรมตรวจคนเข้าเมืองได้สารภาพกับคุณพุทธณีว่าตอนนี้กรมเป็นหนี้โรงพยาบาลตำรวจอยู่กว่า 1 ล้านบาทจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ต้องขัง

สถานกักกันกลายเป็นจุดสนใจ

สถานการณ์โควิด19 ทำให้สถานกักกันถูกเพ่งเล็ง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาลและคำบอกเล่าๆ ต่างที่เกี่ยวกับสถานกักกัน

จากการแถลงการณ์ของศบค. เมื่อวันที่ 25 เมษายน 25563 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธินได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าผู้ที่ถูกกักกัน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพม่า และบางส่วนจากเวียดนาม เขมร อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จะได้รับการรักษาตามมาตรฐาน

ด้านคุณพุทธณีเชื่อมั่นว่าไทยยังไม่เป็นแบบสิงคโปร์ ประการหนึ่งเป็นเพราะสถานกักกันของไทยนั้นกระจายอยู่ในหลายจังหวัด ในขณะที่ของสิงคโปร์ ผู้อพยพกว่า 300,000 อาศัยอยู่ในหอพักย่านเดียวกันที่แออัด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันที่คุณพุทธณีเห็นคือการเหยียดเชื้อชาติที่เกิดขึ้นหลังจากมีข่าวว่าผู้อพยพติดเชื้อ

“ตอนที่ข่าวออกว่าผู้ติดเชื้อเป็นต่างชาติ คอมเมนต์บนโซเชียลมีเดียและในเพจสำนักข่าวไทยเป็นไปในเชิงรังเกียจ ในวิกฤติแบบนี้ผู้คนกลับใจแคบกว่าเดิมราวกับว่าความเห็นอกเห็นใจนั้นมีไว้สำหรับคนชาติเดียวกัน”

คุณพุทธณีชี้แจงว่ารัฐบาลระมัดระวังไม่ให้มีการเหยียดเชื้อชาติ และคำแถลงการณ์ของ นพ.ทวีศิลป์นั้นก็เป็นไปรูปแบบของการเตือนที่ดี

แต่ในขณะที่ความชาตินิยมนั้นกำลังพุ่งสูง การสอดส่องการทำงานในการดูแลผู้อพยพนั้นเป็นเรื่องยาก และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์ล้มเหลว เพราะรัฐบาลที่นั่นแยกแม้กระทั่งการบันทึกเคสผู้ป่วยระหว่างคนนอกกับคนในประเทศ พรรคPeople’ s Action นั้นสร้างกำแพงระหว่างผู้อพยพกับคนในประเทศอย่างต่อเนื่องแม้ว่าไวรัสจะเปิดโปงความอยุติธรรมนี้ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งทะยานก็ตาม

UNHCR รายงานว่า “สถานกักกันไม่ได้ถูกแยกออกจากสังคมในวิกฤติเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายอย่างง่ายแบบโคดวิด 19”

หวังว่าคำแถลงการณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายนจะเป็นเพียงคำเตือนและไม่มีไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีกที่สถานกักกันสะเดา แต่นั่นดูจะเป็นไปได้ยาก ปัจจุบันผู้ต้องขังเป็นประชากรที่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาถูกกักอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลเพียงที่ยากลำบาก อีกทั้งส่วนใหญ่ยังเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายในที่ใดเลยบนโลกใบนี้ พวกเขาต้องการความสนใจเป็นอย่างมาก หากไม่มากไปกว่าคนอื่นๆ ในกลุ่ม “ชนชั้นที่ล่องหน”

“รัฐบาลไทยตอบรับอย่างรวดเร็วมาโดยตลอด” คุณพุทธวัฒน์กล่าว “แต่ผู้ต้องขังบางคนไม่ได้จำเป็นที่จะต้องถูกขังตั้งแต่แรก”

UNHCR ให้คำแนะนำว่าทางเลือกอื่นๆ คือการปล่อยตัวผู้ขอลี้ภัยและผู้ลี้ภัยออกจากสถานกักกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ประเทศออสเตรีย เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก สเปน สวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษใช้

ไวรัสโควิด 19 นั้นได้ชี้ให้เห็นความล้มเหลวที่หยักรากลึกที่สุดของสังคม ในประเทศสิงคโปร์ สิ่งนั้นคือการเหยียดเชื้อชาติที่มาในรูปแบบของระบบ ในสหรัฐอเมริกา เป็นระบบการดูแลสุขภาพแบบเสรีนิยมใหม่ และสำหรับประเทศไทย คือสถานกักกันคือความล้มเหลวของเรา ในขณะที่รัฐบาลตอบสนองต่อวิกฤติได้อย่างรวดเร็ว ความพยายามในจะพัฒนาสถานกักกันนี้ไม่ควรหายไปกับวิกฤติไวรัสโคโรนา

องค์กร Save the Children และ UNHCR ได้เสนอทางออกหลายทางให้กับรัฐบาลไทยในการพัฒนาให้สถานกักกันผู้อพยพลี้ภัยนั้นดีขึ้น ในปี 2556 UNHCR ได้คิดค้นแผนปฏิบัติการแห่งชาติร่วมกันรัฐบาลไทย โดยจุดมุ่งหมายแรกคือการยกเลิกการกักกันผู้อพยพลี้ภัยเด็ก แต่การดำเนินการยังไม่เป็นไปตามแผนจนถึงทุกวันนี้

ระหว่างปี 2559 ถึง 2560 รัฐบาลไทยได้ประกาศสร้างความเชื่อมั่นให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและ ใน Obama Summit ว่าประเทศไทยนั้นได้ออกนโยบาย “ไม่กักขังผู้อพยพเด็ก” มาแล้ว ในปี 2562 ข่าวสดอิงลิชรายงานว่าไม่พบผู้ต้องขังที่เป็นเด็กในสถานกักกันแล้ว และรายงานก็ได้รับการยืนยันจากองค์กร Human Rights watch ด้วย

แต่ทว่า เมื่อ 25 เมษายนที่ผ่านมา พ.ต.อ.มานะ นาคทั่งเปิดเผยว่ามีผู้อพยพที่เป็นเด็กจาก 115 คนที่สถานกักกันสะเดา

ความเลวร้ายของสถานกักกันผู้อพยพลี้ภัยในประเทศไทยนั้นไม่ใช่เพียงมีผู้ติดเชื้อโควิด 42 คน แต่เป็นระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างไม่สมควร เช่น การปฏิเสธการประกันตัว การเข้ารับรักษาพยาบาล และสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายของสถานกักกัน ผู้เยี่ยมเยียนของห้องกักสวนพลูต้องยืนอยู่หลังรั้วลวดหนาม แยกผู้ถูกกักขังออกจากโลกภายนอกราวกับเป็นนักโทษ

อย่างไรก็ตาม คุณพุทธณีและคนทำงานคนอื่นๆ ได้ชี้ให้เห็นความคืบหน้าชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หวังว่าความสนใจที่มาพร้อมกับโควิด 19 จะช่วยเร่งการปรับปรุงสถานกักกันเร็วขึ้นไปอีก

ผู้เขียน Jasmine Chia

ผู้แปล Salisa Traipipitsiriwat

Advertisement -spot_imgspot_img

COVID-19

Thailand discovers 4 new COVID cases in past 24 hours including first locally transmitted case in more than 100 days

Thailand’s government said on Friday that it had discovered four new cases of coronavirus in the last 24 hours in state quarantine...
Advertisement -spot_img
Advertisement -spot_imgspot_img

Latest article