แม้ว่าจะไม่เคยเรียนในระบบการศึกษาไทยมาก่อน ธัญญารัฐ (นามสมมุติ) มั่นใจในความเป็นไทยของตนเพราะเกิดและโตที่นี่
แต่ความเชื่อมั่นนั้นในถูกท้าทายตั้งแต่สัปดาห์ปฐมนิเทศสัปดาห์แรกในรั้วมหาวิทยาลัย
ธัญญารัฐในฐานะเฟรชชี่ ใส่กระโปรงพลีท รองเท้าขาว มัดผม ได้ถูกรับน้องด้วยความเป็นไทยรูปแบบใหม่ที่เธอไม่คุ้นเคย
“คณะนี้เป็นเหมือนครอบครัว” เสียงรุ่นพี่ปีสองก้องกังวานไปทั่วห้องโถง “และในครอบครัวนี้ สมาชิกทุกคนดูแลกันและกัน รุ่นพี่จะดูแลพวกเรา และแนะนำพวกเราไปตลอดเส้นทางเดินใหม่นี้”
ในขณะนั้น ธัญญารัฐไม่รู้ตัวเลยว่า’ กฎ’ ข้อต่อไปที่รุ่นพี่กำลังจะประกาศ จะทำให้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเธอนั้นไม่ราบรื่นอีกต่อไป
“ในครอบครัวที่เขาว่า รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่” ธัญญานึกย้อนไป “พวกเขาคาดหวังว่าเราจะเรียกเขาว่าพี่ และไหว้พวกเขาทุกครั้งที่เจอ แม้ว่าบางคนจะโตกว่าเราไม่ถึงปีด้วยซ้ำ”
สำหรับบางคน นี่เป็นวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาและเป็นปกติ แต่สำหรับธัญญารัฐ นี่เป็นการล้ำเส้น และเป็นการที่กลุ่มคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งมามีอำนาจเหนือเธอโดยที่พวกเขาไม่ได้ต้องทำอะไรเลยเพื่อให้ได้มันมา
“ช่วงอาทิตย์แรกๆ ของการรับน้องเหมือนเรามานั่งให้เด็กที่ก็ไม่ได้โตกว่าเรามากมายมาตะโกนใส่หน้า” ธัญญารัฐกล่าว “พวกเขาพยายามจะบอกว่าเราต้องทำตัวยังไง มาบอกให้เรารักคณะ บอกให้เราไหว้พวกเขา เคารพพวกเขา เรียกพวกเขาว่าพี่ เพียงเพราะพวกเขาเข้ามาเรียนก่อนเราแค่นั้น”
“เรามองว่ามันไม่จำเป็นและน่าหงุดหงิดมาก มันไม่ได้ให้สาระอะไรกับเราเลย สำหรับเรา ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่เรากลับโดนตัดสินแค่เพราะเราคิดต่างและเราไม่อยากทำตามกฎเหล่านั้น”
และนั่นคงเป็นเหตุการณ์ที่คนไทยน่าจะเข้าใจดี กฎเหล่านี้ถูกเขียนไว้ทุกที่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ร้านค้าและร้านอาหาร รวมไปถึงจากสื่อ สรรพนามที่เราใช้เรียกตัวเองและผู้อื่น เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องเรียนรู้และเลือกใช้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าเจ้าตัวจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
ความเป็นเครือญาติในสังคมไทย
“นี่เป็นสิ่งที่แสดงถึงระบบเครือญาติในสังคมไทย ซึ่งเป็นระบบที่มีมานาน” Rikker Dockum ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ไทย และอาจารย์พิเศษที่ Swarthmore College กล่าว “ในเชิงประวัติศาสตร์และด้วยธรรมชาติของวัฒนธรรม เมื่อโครงสร้างทางสังคมมีมากขึ้น ความสัมพันธ์ทางสังคมก็จะยิ่งมีลำดับขั้นและซับซ้อนมากตาม”
คนไทยถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมตามลักษณะเฉพาะเช่น อายุ เพศ ชาติตระกูล ลำดับชั้นทางสังคม และหน้าที่การงาน ข้อบังคับทางสังคมและวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการควบคุมพฤติกรรมทางสังคมของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางกายหรือทางวาจา
“หากคุณเกิดมาในครอบครัวคนไทย คุณจะถูกลำดับให้เป็นสมาชิกคนสุดท้องทันที” ทับทิม มาลากุล เลน นักเขียนและนักวิจารณ์สังคมกล่าว “ผู้ใหญ่ในบ้านจะบอกคุณว่านี่คือคุณลุง นี่คือคุณป้า และคุณต้องเรียกพวกเขาแบบนั้น”
ในระบบเครือญาติ ที่พบเห็นได้ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เอเชีย อำนาจและสถานะทางสังคมจะมาพร้อมกับอายุ ยิ่งอายุมาก ก็ยิ่งเหนือกว่า อาวุโสกว่า และมีอำนาจมากกว่าคนที่อายุยังน้อย
ด้วยเหตุนั้นเอง คนไทยจึงต้องเรียนรู้กฎและลำดับขั้นของสังคมเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมที่มีลำดับขั้นที่ซับซ้อน รู้ ‘ที่’ ของตนเองในสังคมและปฏิบัติตามสิ่งที่สังคมกำหนดให้เรา ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงาน หรือในสังคมไหนๆ
และในขณะที่สังคมไทยมีชนชั้นมากขึ้น ภาษาไทยก็ต้องมีการพลวัตเพื่อรับรองความเปลี่ยนแปลงนี้
“หนึ่งในเหตุผลว่าทำไมคำบางคำ จากที่เคยเป็นคำปกติกลับกลายเป็นคำที่ไม่สุภาพ ก็เป็นเพราะโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ภาษาไทยมีลำดับความสุภาพที่ผู้พูดจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับคนที่สื่อสารด้วย” Dockum กล่าว
คำที่ใช้บรรยายบุคคลจะสูงตามสถานะทางสังคมของบุคคลนั้น และในทางกลับกัน คำที่ใช้จะสุภาพน้อยลงตามสถานะทางสังคมที่ลดหลั่นลงมา นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คำสรรพนามไทยมีความซับซ้อนและมีความหลากหลายในบริบท
“เมื่อไหร่ที่คุณต้องพูดคุยกับคนที่คุณไม่รู้จัก สิ่งแรกที่ต้องทำคือการวิเคราะห์ว่าบุคคลนั้นโตกว่า เด็กกว่า หรือสถานะของเขาใหญ่หรือเล็กกว่าเรา”
การรู้ภาษาไทยอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ผู้พูดจะต้องสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ให้ได้ว่าเขาควรพูดอะไร พูดตอนไหน พูดอย่างไร และกำลังพูดกับใคร เพราะหากวิเคราะห์พลาด อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้
คำสรรพนามกับระบบชายเป็นใหญ่และความไม่เท่าเทียม
เราสามารถมองเห็นความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทยได้จากคำสรรพนามที่เราใช้
ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม คำสรรพนามในภาษาไทยได้ถูกใช้เพื่อยกระดับคนบางกลุ่ม และแบ่งแยกคนบางกลุ่มออกจากสังคม
อีกทั้งคำสรรพนามไทยยังแบ่งแยกเพศอย่างเข้มงวด
ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ผม สามารถใช้ได้ในสองกรณี กรณีแรก ผม เป็นคำสรรพนามเรียกแทนตนเองของเพศชาย และในอีกกรณีคือคำนามที่ใช้เรียกผมบนศีรษะ
“และนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” Dockum กล่าว “ผมคือสิ่งที่อยู่เหนือสุดของร่างกาย”
แต่ในทางกลับกัน เพศหญิงจะใช้คำสรรพนามเช่น ดิฉัน ฉัน เรา หนู หรือแม้แต่ใช้ชื่อเรียกของตนเอง
ดิฉัน เป็นคำสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูดเพศหญิง แต่น้อยคนนักจะรู้ถึงที่มาที่ไปของคำนี้ที่ถูกกร่อนให้สั้นลงตามกาลเวลาจากคำว่า ‘เดรัจฉาน’ ที่แปลว่าสัตว์นั่นเอง
อีกหนึ่งคำที่น่าสนใจคือคำว่า หนู ที่เป็นได้ทั้งสรรพนามเรียกแทนตัวและเป็นคำนามเรียกสัตว์ชนิดหนึ่ง
“ทำไมคนเราต้องลดตัวเองลงไปขนาดนั้น คุณไม่ใช่สัตว์ ไม่ว่าการเรียกตัวเองว่าหนูมันจะดูน่าเอ็นดูขนาดไหนก็เถอะ มันไม่ใช่เรื่องอยู่ดี” ทับทิมกล่าว
“มันมาจากความต้องการของผู้หญิงที่ไม่อยากแก่” Dockum อธิบาย “ผมเคยเห็นผู้หญิงอายุราวสี่สิบปีใช้คำว่าหนูแทนตัวเองขณะที่คุยกับชายวัยหกสิบปี มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ‘ฉันยังเด็กถ้าเทียบกับตำแหน่งของคุณ’ และเป็นการให้เกียรติคนที่สูงวัยกว่า”
คำถามคือ นี่เป็นการต่อยอดความไม่เท่าเทียมในสังคมหรือไม่
“มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ นั้นไม่เท่าเทียมกัน” Dockum กล่าว “และมันส่งผลต่อการขับเคลื่อนของระบบชนชั้นอย่างแน่นอน”
ลำดับชั้นทางสังคมของประเทศไทยได้สร้างโครงสร้างคำศัพย์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้พูดต้องคำนึงถึง ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวภาษานี้เองที่ตอกย้ำระบบชนชั้นวรรณะของประเทศไทย และทำงานในรูปแบบที่ยากจะทำลายและแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยง
ต่างมุมมอง ต่างผลลัพธ์
“ภาษาเป็นเรื่องของบริบท” Kaewmala นักเขียนแนวสตรีนิยม นักคิด และนักวิจารณ์สังคมกล่าว
“ภาษาเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือ มันไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะบอกว่าใครควรจะปฏิบัติตนอย่างไร มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองที่จะเลือกใช้คำในแบบที่เราเห็นสมควร” Kaewmala สะท้อนให้เห็น “ฉันมองว่าทุกคนมีอำนาจที่จะเลือกใช้สรรพนามในแบบที่ตนพึงพอใจ และเลือกที่จะมองว่าภาษามีอิทธิพลต่อสังคมในรูปแบบไหน”
ภาษาไทยก็เหมือนกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มันอาจจะกำลังเปลี่ยนไปในขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็ได้
“เราสอนภาษาไทยราวกับว่ามันเกิดขึ้นมาเอง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันเป็นผลผลิตของสังคม” Dockum กล่าว “ภาษาคือสังคม ฉะนั้นมันมีข้อตกลงร่วมกันของสมาชิกว่าจะใช้มันอย่างไร”
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่ได้ถูกกำหนดไว้ แต่อย่างไรการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
“เมื่อคุณโตขึ้น คุณจะเข้าใจความซับซ้อนของสิ่งต่างๆ มากขึ้นและเข้าใจว่าบางสิ่งบางอย่างอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องยอมรับสภาพที่สังคมกำหนดขึ้นมา” Kaewmala อธิบาย
“บางครั้งภาษาอาจจะเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด แต่ไม่ว่าคุณจะเข้าใจมันในระดับไหนก็ตาม คุณสามารถแสดงความคิดเห็นและพยายามเปลี่ยนแปลงมันได้เสมอ”
ผู้เขียน Pear Maneechot
ผู้แปล Salisa Traipipitsiriwat


