Thai Features
วัฒนธรรมการบริจาคของไทยกับการหวังผลตอบแทน
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าจะส่งจดหมายเปิดผนึกถึงมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทยเพื่อระดมความคิดและขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดไวรัสโคโรนา“รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว
คงไม่สามารถหาคำตอบให้กับทุกปัญหาเกี่ยวกับการแพร่ระบาดได้” นายกฯ กล่าวการแถลงการณ์ครั้งนี้
ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายบนอินเทอร์เน็ต จนทำให้แฮชแท็ก #รัฐบาลขอทาน
ขึ้นเป็นเทรนด์ดิ้งตลอดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาความเห็นจากนักวิจารณ์ที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่าง
คำผกา เป็นไปในเชิงตั้งคำถามกับการจัดการภาษีของรัฐบาลและการมองถึงผลเสียของการขอความช่วยเหลือครั้งนี้
‘เราไม่ได้จ่ายภาษีเพื่อให้เธอว์เป็นขอทาน’ คำผกาโพสต์บนทวีตเตอร์ ‘วัฒนธรรมการบริจาค’แม้ว่าเรื่องนี้จะถูกทำให้เป็นเรื่องขบขันบนอินเทอร์เน็ต
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้วัฒนธรรมการบริจาคที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงหรือแตะต้องในสังคมไทย
ถูกจับตามองขึ้นมาแม้ว่าสังคมไทยจะไม่ได้เป็นสังคมเดียวที่มีการรับบริจาค
บ้างก็ว่าการให้ทิปแบบตะวันตกก็มีพื้นฐานมาจากการบริจาคเช่นเดียวกัน
แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว
พื้นฐานทางวัฒนธรรมของเราเป็นจุดเริ่มต้นของการบริจาค และศาสนาพุทธในยุคปัจจุบันก็มีบทบาทในการทำให้วัฒนธรรมนี้เกิดขึ้นมาหลักคำสอนของศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่า
การแบ่งปันและการไม่ยึดติดในวัตถุมีค่าเป็นหนทางสู่การตรัสรู้ เพราะเหตุนี้
พระสงฆ์จึงไม่สามารถครอบครองสิ่งของได้
ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์จึงขึ้นอยู่กับการบิณฑบาตของญาติโยมแต่ในปัจจุบัน
การประยุกต์วิถีชีวิตและแนวคิดแบบพุทธบริษัท ได้ทำให้การบริจาคหรือการทำบุญ
กลายเป็นการส่งต่อทรัพย์สินที่ผู้บริจาคครอบครองในชาตินี้ไปใช้ในชาติหน้า
ตัวอย่างพุทธบริษัทมีให้เห็นทั่วไป ที่โด่งดังก็มีเช่น วัดธรรมกาย และวัดท่าไม้แต่หากวิเคราะห์จากความแนวคิดแบบพุทธพาณิชย์ดังกล่าว
เราจะยังสามารถบอกว่าการบริจาคหรือการทำบุญของคนไทยนั้น
ทำไปด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยการให้จริงๆ หรือไม่
หรือว่าการให้ของเราได้กลายเป็นการกระทำที่หวังผลตอบแทนไปเสียแล้ว‘การให้ที่หวังผลตอบแทน’ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าศาสนาพุทธจะสอนว่าการทำบุญ
ทำทานนั้นดีอย่างไร แต่หากคุณทำด้วยความหวังที่ว่าทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์
หรือทำแล้วจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี การกระทำของคุณไม่ใช่การให้ แต่นั่นเป็นการ
‘ลงทุน’และนี่คือสิ่งที่เราจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป‘วัฒนธรรมการบริจาคของไทย ไม่เคยไม่หวังผล’ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางศาสนาหรือสังคม
การบริจาคในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นดูจะเป็นเหมือนการกระทำเพื่อสำเร็จความใคร่ของตนเอง
น้อยครั้งนัก
ที่การบริจาคจะเป็นในรูปแบบที่ไม่หวังผลตอบแทนหรือเพื่อให้สังคมนั้นดีขึ้นคนไทยไม่ได้ปล่อยปลา ไถ่ชีวิตโคกระบือ
หรือสร้างวัดเพื่อสังคมที่ดีขึ้นหรือเพราะสนใจเรื่องสิทธิสัตว์
แต่ส่วนใหญ่ทำไปเพื่อแชร์ลงโซเชียลมีเดียและบอกกับคนรอบข้างว่า ‘ดูสิ
ฉันเป็นคนดีขนาดไหน’การบริจาคเพื่อช่วยเหลือวิกฤติไวรัสโคโรนาก็เช่นเดียวกัน
คุณคิดว่านักการเมือง หรือ
คนรวยทั้งหลายโทรศัพท์หาสำนักข่าวทันทีที่ตนเองบริจาคเงินช่วยเหลือเพียงเพราะอยากให้สังคมดีขึ้นหรือ
คำตอบคือ ไม่ใช่ คนเหล่านั้นทำเพื่อเพียงป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าพวกเขาเป็น ‘คนดี’และหากใครจะว่านี่ไม่ใช่การกระทำเพื่อการโฆษณา
ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า
ด้วยเหตุผลใดบุคคลธรรมดาหรือพรรคการเมืองถึงต้องติดชื่อตนเองไว้บนขวดน้ำยาล้างมือที่นำมาบริจาคแน่นอนว่า การบริจาคโดยเฉพาะอุปกรณ์ทางการแพทย์
ได้ช่วยเหลือผู้คนเป็นอย่างมาก และหลายคนมองว่าการบริจาค
แม้จะเป็นการโฆษณาหรือเอาหน้า ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแต่มันถึงเวลาแล้วหรือยัง
ที่เราควรจะมองลึกถึงเจตนาที่แท้จริงและหยุดส่งเสริมวัฒนธรรม ‘คนดี’
ที่ใช้เงินและการบริจาคเป็นตัววัด เพราะวัฒนธรรมนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้“เพราะพวกเขารวยน่ะสิ ถึงได้นิสัยดี ถ้าฉันรวย
ฉันก็คงนิสัยดีเหมือนพวกเขา” คำคมจากภาพยนตร์เรื่องพาราไซท์
ได้กล่าวแทนประเด็นนี้เป็นอย่างดีท้ายสุดนี้ ก่อนพลเอกประยุทธ์จะส่งจดหมายถึง 20
มหาเศรษฐีไทย
ท่านต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าท่านจะให้อะไรกับบุคคลเหล่านั้นเป็นการตอบแทนมันอาจไม่ได้ต้องเป็นสิ่งตอบแทนที่อย่างการงดเสียภาษีหรือการเข้าถึงพื้นที่พิเศษ
แต่อาจจะเป็นการเปิดทางให้พวกเขา
ได้รับความนิยมชมชอบและความรักจากประชาชนแทนที่จะเป็นตัวรัฐบาลเองประเทศไทยเป็นประเทศที่มีช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจนมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
โดยที่คนรวย...
