Thai Features
ทัศนะ: การลักพาตัวนายวันเฉลิมกับบทบาทอาเซียนในฐานะประชาคมแห่งเผด็จการ
ชาวอาร์เจนตินาเรียกบุคคลที่มีชะตากรรมแบบนายวันเฉลิมว่า
Los Desparecidos หรือแปลเป็นไทยคือ
‘ผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหาย’ในยุคที่เผด็จการ Videla แห่งอาร์เจนตินารุ่งเรืองถึงขีดสุด
มีผู้คนจำนวนไม่น้อยกว่า 6,000 คน (บางรายงานว่ามีมากถึง 30,000 คน) ถูกทำให้
‘สูญหาย’ โดยรัฐบาลเพราะพวกเขามีความเห็นและความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างรายงานเปิดเผยว่าหลายคนที่ถูกจับกุมตัวได้ถูกทรมานในสถานที่รัฐจัดไว้ที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงบัวโนไอเรส
และเมืองอื่น ๆ ในประเทศก่อนที่จะถูกฆ่าทิ้ง หลายคนถูกโยนลงมาจาก vuelos de la muerte หรือ
เที่ยวบินมรณะขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
โดยเบื้องล่างคือมหาสมุทรแอตแลนติกหรือป่าทึบทำให้ศพไม่สามารถถูกพบได้ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นยังคอยรบกวนจิตใจชาวอาร์เจนตินา
ปัจจุบันยังมีการเดินขบวนรำลึกถึงเหตุการณ์
และมีการเรียกร้องให้มีการสืบสวนเรื่องนี้อยู่อย่างต่อเนื่องทว่า รัฐบาลที่นำโดย Videla มิได้กระทำการกำจัดกลุ่มคนเห็นต่างเพียงลำพัง
แต่เป็นการดำเนินการกำจัดฝ่ายซ้ายที่เห็นต่างผ่านความร่วมมือระหว่างผู้นำเผด็จการในแต่ละประเทศในทวีปอเมริกาใต้
ที่ได้รับการหนุนหลังจากนโยบายต่างประเทศของนาย Henry Kissinger แห่งสหรัฐอเมริกาความร่วมมือนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม
ปฏิบัติการคอนดอร์ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่แต่ละรัฐร่วมมือกันปิดหูปิดตาให้มีการลักพาตัวและการลอบสังหารผู้ที่มีความเห็นต่างได้โดยปริยายประชาคมอาเซียนประเทศอาร์เจนตินาไม่ใช่ประเทศเดียวที่คำว่า
Los Desparecidos มีนัยที่สำคัญทางการเมือง
ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างฟิลิปปินส์ก็ใช้คำเดียวกันเรียกผู้เห็นต่างที่ถูกลักพาตัวและฆ่าทิ้งโดยผู้นำเผด็จการ
Ferdinand Marcosเฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อาร์เจนตินา
ฟิลิปปินส์เคยร่วมมือกับประเทศอื่นในภูมิภาคในการกำจัดกลุ่มคนที่เห็นต่างทางการเมืองความร่วมมือครั้งนั้นได้รับการหนุนหลังจากนาย
Henry Kissinger คนเดิม นาย Marcos ใช้วิธีเผยแพร่ข่าวกรองเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายที่เป็นภัยต่อระบอบเผด็จการให้กับผู้นำเผด็จการคนอื่น
ๆ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น Suharto เผด็จการแห่งอินโดนีเซีย,
Lee...
Thai Features
ถึงเวลาพิจารณาความสัมพันธ์ไทย-จีนใหม่ เราไม่สามารถเชื่อประเทศจีนได้อีกต่อไป
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สู่สายตาประชาคมโลกด้วยโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
เช่น โครงการเส้นทางสายไหม (the
Belt and Road Initiative) และ
ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB)สำหรับประเทศไทย
ความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนนั้น
เห็นได้ชัดจากการที่นักท่องเที่ยวจีนกลายเป็นกลุ่มรายได้หลักของประเทศ
การที่สินค้าจากประเทศจีนมีให้เห็นในทุกห้างร้าน
และการที่รัฐบาลขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจีนเรื่องการสร้างรถไฟความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทย-จีนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่กลับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงรัฐบาลจีนประกาศกร้าวว่าจะไม่ยุ่งเรื่องภายในประเทศของรัฐบาลที่ตนร่วมมือด้วย
และนั่นเป็นสิ่งดึงดูดที่ทำให้รัฐบาลไทยชุดนี้
ที่เข้ามามีอำนาจได้ด้วยรัฐประหารอยากที่จะร่วมมือกับประเทศจีน
แทนที่จะเป็นฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพยุโรปที่พอใจจะร่วมมือกับรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยและนิยมเสรีภาพเท่านั้น
และยังเคยคว่ำบาตรประเทศไทยยุค คสช.
ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ตอนที่เพิ่งเข้ามามีอำนาจเมื่อ พ.ศ. 2557ทว่า
การระบาดของไวรัสโคโรนาได้เปิดโปงเจตนาที่แท้จริงของประเทศจีน
ความสามารถในการปลุกปั่นองค์กรระดับโลก
และกลยุทธ์ทางการทูตที่ทำให้จีนได้ทุกอย่างที่ต้องการรัฐบาลจีนไม่ใช่ ‘พี่ชายคนโต’
ที่โอบอ้อมอารีอย่างที่อยากให้โลกเห็น แต่กลับเป็นรัฐบาลเผด็จการที่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน
อีกทั้งยังมีความกล้าได้กล้าเสียในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีผู้แพ้-ผู้ชนะอำนาจใหญ่ที่ไม่น่าเชื่อถือในขณะที่รัฐบาลจีนพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดูมีความเห็นอกเห็นใจและความห่วงใยในช่วงที่ไวรัสโคโรนากำลังระบาดผ่านการส่งความช่วยเหลือให้ประเทศต่างๆ
ทั่วโลก
คนในประเทศจีนเองให้ความเห็นว่านั่นเป็นเพียงความพยายามของรัฐบาลที่จะกลบเกลื่อนข่าวด้านลบของทางการจีนจากการระบาดของเชื้อไวรัสสำนักข่าว Reuters ได้เผยแพร่เอกสารภายในฉบับหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนนั้นรู้ดีว่าตนเองไม่ได้รับความนิยมนัก
จากรายงานดังกล่าว
ความนิยมต่อรัฐบาลจีนตกต่ำที่สุดเมื่อคราวมีเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
รายงานยังเตือนอีกว่าอย่างร้ายที่สุด
จะมีสงครามติดอาวุธระหว่างประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาฉะนั้น หากความเห็นอกเห็นใจของประชาคมโลกที่มีต่อจีนลดลง
และคะแนนความนิยมที่จีนกำลังสร้างนั้นสะดุด ก็ดูจะสมเหตุสมผลแล้วสหรัฐอเมริกาไม่ใช่ประเทศเดียวที่ออกมาตั้งคำถามต่อวิธีการรับมือไวรัสโคโรนาของรัฐบาลจีน
ทั้งประเทศฝรั่งเศสและประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปต่างก็ออกมาตั้งคำถามในข้อกล่าวหาที่ว่าทางการจีนปกปิดเรื่องการระบาดในช่วงต้นประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมมานูเอล มาครง
กล่าวถึงการรับมือของจีนว่าเป็น “สิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้อะไรเลย”เลขาธิการฝ่ายการต่างประเทศของอังกฤษ
ดอมินิค ราบบ์ ตั้งข้อสงสัยว่าไวรัสจะถูกควบคุมได้เร็วกว่านี้หรือไม่
หากทางการจีนไม่ปกปิดในช่วงแรกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของออสเตรเลีย
มารีส เพนน์ กล่าวว่าออสเตรเลียจะทำการสืบสวนในเรื่องนี้เพนน์ยืนยันว่าออสเตรเลียจะไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการดำเนินการสืบข้อเท็จจริงนี้
แม้ทางการจีนขู่ว่าจะบอยคอตสินค้าและการบริการจากออสเตรเลียหากทางการออสเตรเลียยังยืนยันจะดำเนินการสืบสวนทางเยอรมันก็มีการแฉที่เป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลก จากการรายงานของบรรณาธิการสำนักข่าว De Bild ที่มีชื่อเสียงในยุโรปhttps://www.youtube.com/watch?v=4PsMqLbCWdM&feature=youtu.beเห็นได้ชัดว่า การที่ทางการจีนปกปิดข้อมูลตัดสินใจปกปิดข้อมูลการระบาดของไวรัสโคโรนาในช่วงต้น
มิได้ทำไปเพราะคำนึงถึงสุขอนามัยของประชากรโลก
แต่เพราะต้องการจะรักษาหน้าและป้ายความผิดให้กับผู้อื่นองค์การอนามัยโลก (WHO)อิทธิพลที่จีนมีต่อองค์การอนามัยโลกผลต่อการวางแผนรับมือการระบาดของไวรัสโคโรนาในประเทศต่างๆ
อย่างมากการที่รัฐบาลจีนปฏิเสธที่จะให้ไต้หวันเข้าร่วมกับองค์การอนามัยโลกแม้แต่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
ไม่เพียงส่งผลร้ายต่อชีวิตของคนไต้หวัน แต่ยังทำให้ผู้เชี่ยวชาญชาวไต้หวัน
ที่ทำงานควบคุมการระบาดของไวรัสได้อย่างดีเยี่ยม ไม่สามารถเผยแพร่ความรู้ในการรับมือให้กับประชาคมโลกได้และการที่จีนทำแบบนี้ทำให้การสัมภาษณ์ด้านล่างเกิดขึ้นhttps://twitter.com/HKWORLDCITY/status/1243865641448169474หลังจากที่การสัมภาษณ์ที่น่าอึดอัดนี้ได้ออนแอร์ออกไป
CCTV ซึ่งเป็นสื่อมวลชนของรัฐบาลจีนได้ทำการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจาก
WHO คนเดิม
โดยที่ผู้เชี่ยวชาญคนดังกล่าวบอกกับสื่อจีนว่าหากเขาติดเชื้อไวรัสโคโรนา
เขาอยากที่จะได้รับการรักษาที่ประเทศจีนที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ
อิทธิพลของจีนที่มีต่อองค์การอนามัยโลกอาจเป็นต้นเหตุให้องค์การฯ
ไม่สามารถออกคำแนะนำการควบคุมโรค ที่อาจช่วยระงับการระบาดของไวรัสโคโรนาครั้งนี้ได้และก็เป็นอิทธิพลของจีนที่ทำให้องค์การอนามัยโลกยื้อเวลาการประกาศว่านี่คือการระบาดครั้งใหญ่
(pandemic)เมื่อเดือนมกราคม ช่วงต้นของการระบาด WHO...
Thai Features
การระบาดของไวรัสตีแผ่สภาพสถานกักกันผู้อพยพในประเทศไทย
แม้ว่าหลายวันมานี้
ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงไปอยู่เหลือเพียงเลขตัวเดียว เราก็มิอาจนิ่งนอนใจได้
เพราะเมื่อวันที่ 25 เมษายน มีรายงานว่าผู้อพยพ 42
คนที่ถูกคุมตัวอยู่ที่สถานกักกันผู้อพยพลี้ภัยในอำเภอสะเดา
จังหวัดสงขลาติดเชื้อโควิด19 และยังมีอีก 73 คนที่กำลังรอผลจากห้องแล็บ
อ้างอิงจากของพ.ต.อ.มานะ นาคทั่ง รอง ผบก.ตม.6เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม
สถานการณ์ในประเทศสิงคโปร์ไม่ต่างจากประเทศไทยในตอนนี้
ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นเพียงเลขตัวเดียวและไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต
แต่ในช่วงปลายเดือน ตัวเลขผู้ติดเชื้อในสิงคโปร์กลับทะยานไปเกินพัน
โดยที่หลายเคสเป็นผู้แรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่รวมกันในหอพัก“วิกฤตการณ์ดังกล่าวตีแผ่ความเป็นอยู่ที่ไม่เท่าเทียมของแรงงานรายได้ต่ำนับล้านคนในประเทศร่ำรวยอย่างสิงคโปร์
และความไร้ประสิทธิภาพในการดูแลประชาชนของกองทัพสิงคโปร์” สำนักพิมพ์ New
York Times รายงาน“ไวรัสไม่สนเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นหรือสีผิว”
รองประธานองค์กร Transient Workers Count Too กล่าว
“และสุดท้ายมันก็ระเบิดใส่ทุกคน”ด้านรัฐบาลไทยเรา
แม้จะเป็นกลางในเรื่องนี้กว่ามาก “ชนชั้นแรงงานล่องหน”
ของไทยที่ผู้คนมองเห็นมีเพียงกลุ่มคนอย่างเกษตรกรที่ไม่ได้รับเงินเยียวยา 5,000
บาท ชุมชนพื้นเมืองที่ต้องต่อสู้เพื่อนผืนป่าและไฟป่า
ผู้ค้าบริการที่ถูกตราหน้าด้วยกฎหมาย โดยในความเป็นจริงแล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกสังคมหลงลืมไป
ซึ่งก็คือกลุ่มผู้อพยพในสถานกักกันในชายแดนจังหวัดต่างๆประเทศไทยมีสถานกักกันทั้งหมด 22 แห่ง
เป็นสถานที่ไว้กักกัน ‘ผู้อพยพที่ผิดกฎหมาย’ ทั้งกลุ่มที่อยู่เกิดกำหนดวีซ่า 90
วัน ผู้ที่กำลังขอลี้ภัย และผู้ลี้ภัย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่มาความแออัด
ในปี พ.ศ. 2556 องค์กร Amnesty...
Thai Features
ความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยที่ไม่เลือนหายไปในยามวิกฤติ
“คุณเป็นคนอเมริกัน มากกว่าคนอเมริกันจริงๆ เสียอีก” เพื่อนคนหนึ่งบอกผมสำหรับผมนั่นเป็นความคิดที่ประหลาด เพราะแม้ว่าตอนนี้ผมจะอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ผมก็เกิดและโตที่ประเทศไทย ผมเหยียบแผ่นดินอเมริกาครั้งแรกตอนปี พ.ศ. 2560 และเวลาพูดคุยกับใคร คนก็จะรู้ว่าผมเป็นคนต่างชาติได้อย่างง่ายดาย“ไม่จริง” เพื่อนผมยืนยัน มีความเป็นอเมริกันหลายอย่างที่ผมได้ซึมซับเข้าไป “คุณคึกทุกครั้งเวลาพูดเรื่องอเมริกันฟุตบอล คุณสนใจการเมืองอเมริกันมากกว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ และคุณชอบกิน Popeyes”ทั้งหมดที่เขาพูดมา ทำให้ผมกลายเป็นคนอเมริกันมากกว่าคนอเมริกันเองหรือนี่อนึ่ง ผมไม่เคยมั่นใจเลยว่าผมเคยตกหลุมรักประเทศอเมริกาหรือไม่ ผมมองเห็นปัญหามากมายที่ประเทศนี้มีตั้งแต่วันแรกที่มาถึงซานฟรานซิสโก เงินมากมายที่สะพัดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีช่างขัดกับภาพความสิ้นหวังของคนไร้บ้าน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศนี้ทำให้ผมประหลาดใจ เพราะ Bay area ดูจะเป็นพื้นที่ที่ยังไม่พัฒนาสักเท่าไหร่หากเทียบกับมหานครที่ยิ่งใหญ่ในเอเชียตะวันออกแต่ในขณะเดียวกันก็มีอะไรหลายๆ อย่างในความอเมริกันที่ผมชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่เห็นได้ทั่วแคลิฟอร์เนีย จิตวิญญาณของนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนรัฐบนชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ค่านิยมที่เปิดกว้าง การยอมรับ และความเชื่อในศักยภาพและความดีของมนุษย์ทำให้สังคมที่นี่มีความหลากหลายไม่เหมือนใครนักวิจารณ์มักพูดถึงอำนาจแฝง (soft power) หรือการครอบงำและหากลุ่มสนับสนุนโดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร หากวิเคราะห์จากอิทธิพลของวัฒนธรรมอเมริกัน ทั้งด้านค่านิยมทางการเมืองและอำนาจทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้ชัดเลยว่าสหรัฐอเมริกาจะยังเป็นผู้นำโลกต่อไปทว่าการที่นักเรียนไทยคนหนึ่งชื่นชอบในอเมริกาจะเป็นผลลัพท์ของอำนาจแฝงหรือไม่?ในขณะนี้ ภาพลักษณ์ของอเมริกาที่ดูเป็น “เมืองที่สว่างไสวบนยอดเขา” สถานที่แห่งความหวังและโอกาส ดูเหมือนจะถูกทำลายลงในยุคการบริหารของโดนัลด์...
Thai Features
สมรภูมิการเมืองไทยที่แท้จริง คือสงครามระหว่างคนรวย-คนจน
ศัตรูทางการเมือง
อย่างนายทักษิณกับนายอภิสิทธิ์ นายธนาธรกับพลเอกประยุทธ์
หรือประชาธิปไตยกับเผด็จการ ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นเพียงสิ่งที่เบนความสนใจของเราจากสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสมรภูมิการเมืองไทยที่แท้จริงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ
คือสงครามระหว่างคนรวย-คนจนการระบาดของไวรัสโคโรนาครั้งนี้
ทำให้เรามองเห็นปัญหาต่างๆ ในสังคมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และหากใครตามอ่านข่าว จะเห็นได้เลยว่าช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจนนั้นกว้างขนาดไหนในขณะที่คนมีเงินไม่พอใจการงดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
หรือบ้างก็บ่นว่าการอยู่บ้านหยุดเชื้อน่าเบื่อขนาดไหน
คนหาเช้ากินค่ำได้ปลิดชีวิตตนเองเพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือเยียวยาสัญญาที่ถูกฉีกย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 18 ฌอง ฌาค รุสโซ
นักปรัชญาชาวสวิสได้กล่าวถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐในหนังสือชื่อ "สัญญาประชาคม" (Social
Contract) ผลงานชิ้นสำคัญของรุสโซ ได้กล่าวไว้ว่า
“มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพ แต่ต้องตกอยู่ในเครื่องพันธนาการทุกหนทุกแห่ง “ (man
is born free, and everywhere he is in chains)รุสโซมองว่า
รัฐบาลกับประชาชนมีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันผ่านการทำสัญญาประชาคม (social
contract) โดยประชาชนมีหน้าที่จ่ายภาษี เชื่อฟังรัฐ
และให้คำสัญญาว่าจะไม่โค่นล้มชนชั้นปกครอง โดยที่รัฐจะตอบแทนด้วยการดูแลความสงบ
ปลอดภัย และให้ประชาชนมีสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินส่วนบุคคลหากเมื่อไหร่ที่สัญญาประชาคมนี้ถูกละเมิด
การปฏิวัติและความโกลาหลจะตามมาสัญญาประชาคมในประเทศไทยถูกฉีกทิ้งนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นใหญ่และมาด้วยวิธีใด กลุ่มคนรายได้น้อยถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังเสมอ
และการระบาดของไวรัสโคโรนาครั้งนี้ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาถูกทิ้งไว้ไกลแค่ไหนปีศาจในคราบชนชั้นกลางชนชั้นกลางไทยมีคุณสมบัติทุกอย่างที่เฟรดริค
เองเกลส์นักคิดชาวเยอรมันชังในความเป็นชนชั้นกลาง
เองเกลส์มองว่าชนชั้นกลางถือตนอยู่เหนือกว่าชนชั้นแรงงาน
และอิจฉาริษยาชนชั้นที่สูงกว่า
คนชนชั้นกลางยังยินดีที่จะนำเสรีภาพไปแลกกับความมั่นคงเพื่อปกป้องทรัพย์สินเงินทองของตนเองครั้งหนึ่งเองเกลส์กล่าวว่า
“คนชนชั้นกลางมีมุมมองทางสังคมที่พิเศษมากจริงๆ
พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์นั้นจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเขาหาเงินได้หรือช่วยทำเงินได้”มากกว่าหนึ่งครั้งที่ตัวผู้เขียนเอง
ได้ยินชนชั้นกลางไทยแสดงความไม่พอใจ
ว่าทำไมภาษีที่พวกเขาจ่ายจะต้องถูกนำไปช่วยกลุ่มคนที่ไม่ขยันและไม่มีความสามารถที่จะหาเลี้ยงตนเองผ่านโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลไม่ว่าจะด้วยการแจกเงินสนับสนุนหรือผ่านโครงการสวัสดิการทางการแพทย์ถ้วนหน้าด้วยชุดความคิดที่ขาดความเห็นอกเห็นใจแบบนี้มีอยู่จริง
และเป็นสิ่งที่น่าตกใจสิบปีที่แล้ว
ตอนที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนทัพมาชุมนุมที่ราชประสงค์
มีชนชั้นกลางและชนชั้นนำมากกว่าหนึ่งคน ‘ชอบใจ’
ที่พรรคประชาธิปัตย์และทหารออกมาสลายการชุมนุมด้วยลูกปืนและรถถังอีกหลายๆ คน
ได้ออกมาชุมนุมเป่านกหวีดเรียกให้มีการปฏิวัติ
โดยที่พวกเขามั่นใจว่านั่นคือการปกป้องประเทศไทยจากเงื้อมมือคนขายชาติและในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดหลังยุคคสช.ที่ยืดเยื้อ
หลายคนก็ยังเทคะแนนเสียงให้กลุ่มคนที่มายึดอำนาจทางการเมืองได้อยู่ต่อฉะนั้น
การที่ในขณะนี้มีกลุ่มคนชนชั้นกลางและชนชั้นนำบางกลุ่มออกมาตำหนิรัฐบาล
เนื่องจากธุรกิจของตนเองได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองนั้น
ยากที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ เพราะใครกันที่ปูพรมให้พวกเขาเข้ามามีอำนาจประชาธิปไตยก็แก้ไม่ได้คาร์ล มาร์กซ์เขียนถึงประชาธิปไตยว่าเป็นระบบที่
“ผู้ถูกกดขี่จะได้รับอนุญาตทุกๆ
สี่ปีให้ตัดสินใจเลือกว่าใครในชนชั้นนำจะมาเป็นตัวแทนกดขี่พวกเขาคนต่อไป”และมาร์กซ์ไม่ได้กล่าวอะไรผิด
แม้ตอนนี้ประเทศไทยจะมีความหวังใหม่อย่างคณะอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลที่สัญญาว่าจะมาเปลี่ยนแปลงสังคมหากได้เป็นรัฐบาล
ความไม่หลากหลายของผู้นำที่เรามี ก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของประเทศไทยคุณธนาธร คุณปิยบุตร คุณพรรณิการ์
และคุณกุลธิดา เป็นกลุ่มผู้นำที่มีพื้นหลังทางการศึกษาจากประเทศฝั่งตะวันตก
และแม้ว่าจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว...
Thai Features
การล่วงละเมิดทางเพศเป็นความอัปยศ และเราต้องไม่ทนอีกต่อไป
เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว
คลิปวิดีโอที่ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบูรณ์ ล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของสำนักข่าวทั่วประเทศ ทำให้มีประชาชนจำนวนมากออกมาเรียกร้องให้ผู้อำนวยวัย
59 ปีคนนี้ถูกไล่ออกและถูกจำคุกนั่นคือบทลงโทษที่เราหวังจะได้เห็นในประเทศที่พัฒนาแล้ว
แต่ในกรณีนี้ มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นหลังจากที่นายณรงค์วิทย์ พาคำ ผอ.ผู้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศให้คำรับสารภาพกับตำรวจ
เขาได้รับการประกันและปล่อยตัวไปในวันเดียวกันเริ่มแรก
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ได้มีคำสั่งให้แต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง
และหากอ้างอิงจากเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)
ผู้อำนวยคนนี้จะต้องถูกไล่ออกหากมีความผิดจริงแต่ทว่าในท้ายสุด เรื่องนี้ก็ถูกกวาดเข้าใต้พรมการที่เรื่องจบแบบนี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดมากนักสำหรับคนไทยการกระทำอนาจารที่กระทำโดยผู้มีอิทธิพล
น้อยครั้งนัก ที่เหยื่อจะได้รับความยุติธรรมหรือที่ผู้กระทำผิดจะได้รับการลงโทษความอยุติธรรมกลายเป็นเรื่องปกติ หลายคนทำได้เพียงส่ายหัวให้กับมันแต่การที่เรายอมจำนนและปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำนั้น
เป็นการบ่งบอกว่าสังคมเรานั้นเป็นเช่นไรได้อย่างดี
เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่เพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของเหยื่อที่โดนกระทำ
สังคมที่สนับสนุนให้ผู้มีอำนาจสามารถล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่นได้โดยไม่ต้องได้รับการลงโทษ
และสังคมที่ไม่เดินไปข้างหน้าเพราะมีความไม่เท่าเทียมและการกดขี่กีดขวางทางอยู่และหากพูดกันตามตรง เราทุกคนควรละอายใจเราควรละอายใจและถามตัวเราเองว่า
นี่คือสังคมที่เราอยากใช้ชีวิตอยู่ และส่งต่อให้ลูกหลานของเราจริงๆ หรือไม่จะต้องมีเหยื่ออีกกี่คนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่ได้รับความยุติธรรม
คนผิดลอยนวล โดยสิ่งที่เราทำได้มีเพียงการยอมปล่อยให้มันเป็นไปเมื่อไหร่กันที่พวกเราทุกคนจะรู้สึกปลอดภัยสิ่งที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าอาชญากรรมใดๆ
คือวัฒนธรรมการปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ที่ไม่เพียงปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยตัว
แต่การไม่มีบทลงโทษเช่นนี้
เป็นการสนับสนุนทางอ้อมว่าพวกเขาสามารถกระทำความผิดต่อไปได้เพียงแค่มีอำนาจวัฒนธรรมลอยนวลในประเทศไทย
โดยเฉพาะในกรณีการล่วงละเมิดทางเพศ นั่นเป็นใบเปิดทางให้ ‘ผู้ล่า’ ได้ใจ
เพราะไม่มีอะไรจะมาลงโทษพวกเขาได้และหลายครั้ง
ความไม่รู้สึกผิดชอบชั่วดีก็แสดงอยู่บนใบหน้าของผู้กระทำผิดตอนที่ผู้สื่อข่าวไทยรัฐไปที่บ้านของนายณรงค์วิทย์เพื่อสอบถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหา
เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และอ้างว่าสายตาสั้นเลยต้องเข้าใกล้นักเรียนนายณรงค์วิทย์ยังกล่าวโดยไม่มีความรู้สึกผิดใดๆ
บนใบหน้าว่าเขาจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้และจะฟ้องคนที่สร้างข่าวลือนี้ขึ้นมากล่าวหาเขาด้วยและสิ่งที่แย่กว่าการปล่อยให้คนผิดลอยนวลคือการโยนความอับอายให้แก่ผู้ถูกกระทำเหยื่อ โดยเฉพาะผู้หญิง
ต้องใช้ชีวิตต่อพร้อมกับความอับอายจากอาชญากรรมที่ตนเองไม่ได้ก่อ
สิ่งที่ตัวเหยื่อเองควบคุมไม่ได้
สิ่งที่ควรเป็นความอัปยศอดสูของผู้กระทำผิดกลับกลายเป็นผู้ถูกกระทำเองที่ต้องมาแบกรับผู้ถูกกระทำต้องจมอยู่กับความสงสัยไปตลอดว่าเหตุใดสิ่งนี้จึงต้องเกิดขึ้นกับเขา
หรือทำไมชีวิตและร่างกายของเขาจึงมีความหมายเพียงน้อยนิดจนทำให้คนที่ทำร้ายเขาสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไร้ความผิดและความกังวลผลสำรวจเมื่อปีที่แล้วโดยบริษัทวิจัย YouGov
รายงานว่าหนึ่งในห้าของคนไทยมีประสบการณ์โดนล่วงละเมิดทางเพศและจากข้อมูลของสหประชาชาติพบว่าเกือบ
90% ของคดีข่มขืนไม่ได้ถูกรายงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เพิ่มความพยายามในการแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศโดยสนับสนุนให้ผู้หญิงออกมาแจ้งความและสัญญาว่าจะคุ้มครองผู้ที่ออกมาแสดงตนนี่เป็นเส้นทางที่ถูกต้องที่เราควรเดิน
แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาที่หยั่งรากลึกนี้
เราจะต้องมีกฎหมายที่เข้มงวดในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ และการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพและนั่นเริ่มต้นได้ด้วยการหยุดเพิกเฉย
และการหาข้ออ้างให้ความอยุติธรรมเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้
การล่วงละเมิดทางเพศเป็นอาชญากรรม ไม่ว่าจะในบริบทไหนหรือไม่ว่าใครเป็นผู้เกี่ยวข้องตามจริงแล้ว ความยุติธรรมไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ได้มายากเกินไปสำหรับประเทศไทย
เมืองพุทธที่คนดีควรได้ดีและคนชั่วควรได้ชั่วหรือว่านั่นจะเป็นเพียงแค่คำลวงหลอกผู้เขียน Pear Maneechoteผู้แปล Salisa Traipipitsiriwat
Thai Features
ในวันที่ความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาไม่ถึง คนจนจึงต้องช่วยกันเอง
หลังจากที่ภูเก็ตประกาศปิดเมือง
ชาวประมงบ้านราไวย์เลยนำปลาที่ขายไม่ได้ ไปแลกข้าวสารจากชุมชนชาวกะเหรี่ยงในภาคเหนือ
โครงการ “ปลาแลกข้าว”
เป็นความร่วมมือระหว่างชุมชนรากหญ้าที่อำนวยความสะดวกโดยมูลนิธิชุมชนไทที่ทำงานร่วมกับชุมชนพื้นเมืองจากหลากหลายพื้นที่ในประเทศไทย“พวกเขามีข้าว พวกเรามีปลา
ถ้าทั้งสองชุมชนมีทั้งข้าวและปลา ก็รอดแล้ว” นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์
ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการและเป็นผู้ช่วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกล่าว
โดยนายสุวิชานเป็นคนชนเผ่าปกาเกอะญอและเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิชุมชนไทตั้งแต่ก่อนที่มูลนิธิจะก่อตั้งในปี
พ.ศ. 2553“เราไม่ได้มองการแลกเปลี่ยนนี้เป็นธุรกิจหรือการแสวงผลกำไร
เรามองว่านี่เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
พวกเราแลกเปลี่ยนกันโดยไม่มีใครเอาเปรียบใคร เราไม่ลำบาก ครอบครัวของเราไม่ลำบาก
ชุมชน แม่น้ำ ผืนป่า ภูเขาก็ไม่ลำบากจากการแลกเปลี่ยนแบบนี้”ปลาแห้ง 2 กิโลฯ จะแลกข้าวได้ 15 กิโลฯ
หรือคิดเป็น 1 กระสอบ โดยปกติปลาจะถูกขายสดๆ
แต่ตอนนี้ชาวบ้านกำลังเรียนรู้วิธีการทำปลาแห้งโดยใช้วิธีพื้นเมืองสำหรับโครงการ
ส่วนฝั่งชุมชนชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดจากและเชียงใหม่นั้น
ตั้งเป้าว่าจะผลิตข้าวสารให้ได้อย่างต่ำ 3,700 กิโลฯ สำหรับครอบครัวชาวราไวย์ 243
ครอบครัวนายสุวิชานยังชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่คนจนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐ
ชาวราไวย์ส่วนใหญ่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
ไม่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนใช้และไม่มีบัญชีธนาคารเป็นของตนเอง
นายสุวิชานประเมินว่าจากชาวเล 1,300 คน อาจจะมีเพียง 3-4 คนเท่านั้นที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ
5,000 บาทจากรัฐบาล“พวกเรารอรัฐไม่ไหว
ชาวบ้านจึงต้องช่วยเหลือกันเอง โครงการนี้พื้นฐานมาจากระบบส่งต่อจากคนสู่คน
ในเคสนี้เราหมายถึงผู้ผลิตถึงผู้ผลิตกันเองด้วย”ค่าใช้จ่ายเดียวที่มีในระบบนี้คือค่าขนส่งจากภูเก็ตไปเชียงใหม่และจากเชียงใหม่มาภูเก็ต
ใครอยากสนับสนุนโครงการสามารถช่วยเหลือในจุดนี้ได้การรับมือแบบกระจายอำนาจท้องถิ่นนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชุมชนพื้นเมืองรับมือกับวิกฤตด้วยวิธีของตนเอง
ชาวบ้านหลายคนในเชียงใหม่ผันตัวมาเป็นนักดับเพลิงอาสาในสถานการณ์ไฟป่าในภาคเหนือที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน
เมื่อคราวที่ไฟป่าลุกลามในอำเภอแม่วาง จ.เชียงใหม่
ก็เป็นนักดับเพลิงอาสาจากชุมชนพื้นเมืองโดยรอบที่มาช่วยกันดับไฟข้ามคืน“เพราะว่าป่าคือชีวิต” อาสาคนหนึ่งกล่าว“พวกเราต้องตั้งรับตลอดทั้งวันทั้งคืน
เราไม่รู้ว่าไฟจะปะทุตอนไหน แต่เมื่อไหร่ที่ไฟมาเราก็ต้องออกไปสู้” นายสุวิชานกล่าวศูนย์ช่วยเหลือชุมชนดับไฟป่าถูกตั้งขึ้นโดยคนพื้นเมืองเพื่อประสานงานรับบริจาคจากชุมชนพื้นเมืองภายนอก
สิ่งของไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำหรับดับไฟป่า อาหารแห้ง
และเงินช่วยเหลือฉุกเฉินได้ถูกแจกจ่ายไปที่จังหวัดลำปาง น่าน และเชียงรายนายสุวิชานเสริมว่า...
Thai Features
สื่อนอกวิจารณ์เขื่อนจีนทำไทยแล้ง สื่อไทยยกย่องจีนปล่อยน้ำช่วยไทย
ในเดือนนี้
สำนักข่าวภาษาอังกฤษในไทยและต่างประเทศหลายสำนัก ได้เผยแพร่การศึกษาที่บ่งชี้ว่าเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะภัยแล้งและปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
ที่กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างกำลังเผชิญThai Enquirer เองได้รายงานไปก่อนหน้านี้ว่า
“การศึกษาหนึ่งพบว่า ภาวะภัยแล้งที่แทบจะเลวร้ายที่สุดในรอบ 40
ปีที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ
สาเหตุมาจากความตั้งใจของรัฐบาลจีนที่ต้องการกักเก็บน้ำโขง”สำนักข่าว Reuters และ
the New York Times ได้รายงานเรื่องนี้เช่นกันปัญหาที่การศึกษาชูขึ้นมานั้นน่าสนใจและมีความหลากหลาย
จำนวนไม่น้อยเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและเส้นทางที่ประเทศไทยต้องเลือกเพื่อปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและสิ่งแวดล้อมแต่ทว่าการศึกษาที่ออกมามากมายในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ปีที่แล้ว รายงานจากสำนักข่าวอย่าง Reuters
ได้สันนิษฐานว่าเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีนจะส่งผลให้ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านประสบกับปัญหาภัยแล้งสื่อไทยในทางกลับกัน ไม่มีรายงานบทวิเคราะห์ บทวิจารณ์
หรือความกังวลใดๆ ให้เห็นเลยบนสื่อไทย
หากจะมีให้เห็นก็แต่บทความที่ยกย่องรัฐบาลประยุทธ์และประเทศจีนสำนักข่าวเดลินิวส์รายงานเมื่อเดือนมกราคมว่า
“จีนปล่อยน้ำลงแม่น้ำล้านช้างเพิ่มเป็น 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที หลังนายกฯ ไทยส่ง
“ดอน” หารือจีนแก้ปัญหาภัยแล้งในลุ่มแม่น้ำโขง”ด้านเนชั่นพาดหัวข่าวในเดือนมีนาคมว่า
“"จีน"
เพิ่มการปล่อยน้ำอีกรอบช่วย"ไทย"แก้ภัยแล้ง”ด้านเมเนเจอร์ออนไลน์พาดหัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า
“ข่าวดี! จีนจะปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่น้ำโขงเพิ่ม ช่วยไทยและเพื่อนบ้านอื่นๆ
สู้ภัยแล้ง”ขัดกับความจริงการพาดหัวข่าวแบบนี้ แม้จะน่าหัวเราะ
แสดงถึงความละเลยต่อหน้าที่สื่อและบิดเบือนความจริงที่ผู้อ่านควรที่จะรับรู้ 2 ประการด้วยกันประการแรกคือ
ภาวะภัยแล้งตั้งแต่ต้นปีนั้นไม่ดีขึ้นแม้จีนจะปล่อยน้ำมา แต่กลับแย่ลงกว่าเดิม
ภาคอีสานของไทยกำลังเผชิญภัยหนักที่สุดในรอบ 40 ปี
และผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากปัญหานี้ก็ไม่ควรถูกประเมินต่ำจนเกินไปประการที่สอง
ขณะนี้เป็นเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย-จีนควรได้รับการพิจารณามากที่สุด
บทบาทของจีนที่มีต่อการระบาดของไวรัสโคโรนาไม่ว่าจะเป็นการปิดบังในช่วงต้นของการระบาด
และการกดดันองค์กร WHO นั้นหมายความว่าจีนจะต้องออกมาพิสูจน์ความน่าเชื่อถือตัวเอง
ไม่ใช่ได้รับความเชื่อมั่นจากเราโดยที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองใดๆทว่าสื่อไทยแนวหน้าดูเหมือนจะไม่สามารถวิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ พาลให้ชวนคิดว่า อำนาจแฝงของจีนได้กลืนกินสื่อไทยไปแล้วหรือยังผู้เขียน Cod Satrusayangผู้แปล Salisa
Traipipitsiriwat
Thai Features
เหตุใดภาษาไทยจึงเป็นเครื่องมือตอกย้ำระบบชนชั้นและการแบ่งแยกของสังคมไทย
แม้ว่าจะไม่เคยเรียนในระบบการศึกษาไทยมาก่อน
ธัญญารัฐ (นามสมมุติ) มั่นใจในความเป็นไทยของตนเพราะเกิดและโตที่นี่แต่ความเชื่อมั่นนั้นในถูกท้าทายตั้งแต่สัปดาห์ปฐมนิเทศสัปดาห์แรกในรั้วมหาวิทยาลัยธัญญารัฐในฐานะเฟรชชี่ ใส่กระโปรงพลีท
รองเท้าขาว มัดผม ได้ถูกรับน้องด้วยความเป็นไทยรูปแบบใหม่ที่เธอไม่คุ้นเคย“คณะนี้เป็นเหมือนครอบครัว”
เสียงรุ่นพี่ปีสองก้องกังวานไปทั่วห้องโถง “และในครอบครัวนี้
สมาชิกทุกคนดูแลกันและกัน รุ่นพี่จะดูแลพวกเรา
และแนะนำพวกเราไปตลอดเส้นทางเดินใหม่นี้”ในขณะนั้น ธัญญารัฐไม่รู้ตัวเลยว่า’ กฎ’
ข้อต่อไปที่รุ่นพี่กำลังจะประกาศ จะทำให้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเธอนั้นไม่ราบรื่นอีกต่อไป“ในครอบครัวที่เขาว่า รุ่นน้องต้องเคารพรุ่นพี่”
ธัญญานึกย้อนไป “พวกเขาคาดหวังว่าเราจะเรียกเขาว่าพี่ และไหว้พวกเขาทุกครั้งที่เจอ
แม้ว่าบางคนจะโตกว่าเราไม่ถึงปีด้วยซ้ำ”สำหรับบางคน นี่เป็นวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาและเป็นปกติ
แต่สำหรับธัญญารัฐ นี่เป็นการล้ำเส้น และเป็นการที่กลุ่มคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งมามีอำนาจเหนือเธอโดยที่พวกเขาไม่ได้ต้องทำอะไรเลยเพื่อให้ได้มันมา“ช่วงอาทิตย์แรกๆ
ของการรับน้องเหมือนเรามานั่งให้เด็กที่ก็ไม่ได้โตกว่าเรามากมายมาตะโกนใส่หน้า”
ธัญญารัฐกล่าว "พวกเขาพยายามจะบอกว่าเราต้องทำตัวยังไง มาบอกให้เรารักคณะ
บอกให้เราไหว้พวกเขา เคารพพวกเขา เรียกพวกเขาว่าพี่
เพียงเพราะพวกเขาเข้ามาเรียนก่อนเราแค่นั้น”“เรามองว่ามันไม่จำเป็นและน่าหงุดหงิดมาก
มันไม่ได้ให้สาระอะไรกับเราเลย สำหรับเรา ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่เรากลับโดนตัดสินแค่เพราะเราคิดต่างและเราไม่อยากทำตามกฎเหล่านั้น”และนั่นคงเป็นเหตุการณ์ที่คนไทยน่าจะเข้าใจดี
กฎเหล่านี้ถูกเขียนไว้ทุกที่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่โรงเรียน
ที่ร้านค้าและร้านอาหาร รวมไปถึงจากสื่อ สรรพนามที่เราใช้เรียกตัวเองและผู้อื่น
เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องเรียนรู้และเลือกใช้อย่างเหมาะสม
ไม่ว่าเจ้าตัวจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตามความเป็นเครือญาติในสังคมไทย“นี่เป็นสิ่งที่แสดงถึงระบบเครือญาติในสังคมไทย ซึ่งเป็นระบบที่มีมานาน”
Rikker Dockum ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ไทย
และอาจารย์พิเศษที่ Swarthmore College กล่าว “ในเชิงประวัติศาสตร์และด้วยธรรมชาติของวัฒนธรรม
เมื่อโครงสร้างทางสังคมมีมากขึ้น
ความสัมพันธ์ทางสังคมก็จะยิ่งมีลำดับขั้นและซับซ้อนมากตาม”คนไทยถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมตามลักษณะเฉพาะเช่น
อายุ เพศ ชาติตระกูล ลำดับชั้นทางสังคม และหน้าที่การงาน...
Thai Features
การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนั้นไม่หยุดและไม่ควรหยุดแม้ประเทศจะอยู่ในวิกฤต
หมายเหตุ บทความนี้ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 27
มีนาคม 2563ครั้งหนึ่ง
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเสภาสามัคคีเสวกเพื่อส่งเสริมให้คนไทยสามัคคีภายในแกนนำคนเดียวกัน
ท่านได้เปรียบสยามเป็นดั่งเรือลำหนึ่ง “ควรนึกว่าบรรดาข้าพระบาท
ล้วนเป็นราชบริพารพระทรงศรี เหมือนลูกเรืออยู่ในกลางหว่างวารี
จำต้องมีมิตรจิตรสนิทกัน” ช่วงหนึ่งของบทประพันธ์กล่าว “แม้ลูกเรืออวดดีมีทิฐิ
และเริ่มริเฉโกยุ่งโยเส เมื่อคลื่นลมแรงจัดซัดโซเซ เรือจะเหล่ระยำคว่ำไป”หากเปรียบรัฐบาลไทยตอนนี้เป็นเรือลำหนึ่ง
ก็คงจะเป็นเรือที่กำลังแล่นผ่านทะเลที่กำลังปั่นป่วน มองไปไม่เห็นชายฝั่งวิกฤติไวรัสยังไม่ดีขึ้น
และหากยังไม่มีวี่แววที่จะดีขึ้นในเร็ววัน
ประเทศไทยอาจจะมีสภาพไม่ต่างจากเรือสำราญที่กำลังจะล่มแต่จนขณะนี้
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างลูกเรือบนเรือลำนี้ยังไม่ปรากฏให้เห็น
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงเป็นประวัติศาสตร์
หลายคนมองว่าแทนที่ทุกคนจะร่วมด้วยช่วยกัน กลับมีกลุ่มคนที่มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
บ้างไม่ยอมอยู่บ้านหยุดเชื้อ
บ้างก็เอาแต่วิจารณ์การปฏิบัติงานของรัฐบาลในช่วงที่ยากลำบากนี้ประเด็นที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การขาดความรับผิดชอบต่อสังคม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มคนที่ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องออกนอกบ้านบางกลุ่มไม่ยอมให้ความร่วมมืออยู่บ้านหยุดเชื้อ
แม้จะมีหลักฐานออกมาพิสูจน์แล้วว่าการเว้นระยะห่างทางสังคมนั้นเป็นหนทางเดียวที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงได้
หรือการที่บางคนไม่ยอมกักตัวแม้ว่าจะพึ่งกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยง
ความเห็นแก่ตัวของคนเหล่านี้ได้สร้างความลำบากให้แก่ผู้อื่นเป็นจำนวนไม่น้อยการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็ถูกมองว่าเป็นการกระทำแบบมือไม่พายเอาเท้าราน้ำเช่นกัน
และมันก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงคิดแบบนั้น
หลายครั้งที่การวิจารณ์รัฐบาลนั้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบติเพื่อก่อ
และมันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นผู้นำประเทศไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตามในสถานการณ์แบบนี้ แต่แม้ว่าคนไทยจะรู้สึกหงุดหงิดกับการปฏิบัติงานที่ล่าช้าของรัฐบาลประยุทธ์แค่ไหน
ต้องอย่าลืมว่ารัฐบาลประเทศอื่นๆ ก็กำลังตกอยู่ในสถานะเดียวกันประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาก็ต้องวุ่นกับการควบคุมสถานการณ์ไปพร้อมๆ
กับการปลุกเร้าความเกลียดชังต่างชาติ สรรเสริญเยินยอตนเอง และขบคิดเรื่องตลาดหุ้น
หรืออย่างทางฝั่งนายกรัฐมนตรีบอริส
จอห์นสันของอังกฤษที่เลือกใช้มาตรการที่ไม่เห็นผลอย่าง “herd immunity” และแม้จะล้มเหลว
บอริสก็ยังใช้สัญชาตญาณแนวเสรีนิยมของตนต่อ
ซึ่งส่งผลให้อังกฤษมีมาตรการควบคุมโรคออกมาช้ากว่าประเทศยุโรปอื่นมากมาตรการปิดเมืองกรุงเทพและการวางแผนใช้มาตรการฉุกเฉินของรัฐบาลไทยนั้นเป็นสิ่งดีและจำเป็น
สมควรที่จะได้รับคำชื่นชม มันไม่ง่ายเลยที่จะต้องตัดสินใจแบบนี้
ในขณะที่ความเป็นอยู่ของผู้คนก็ต้องได้รับการดูแลแต่กระแสรักชาติและการเชื่อฟังรัฐบาลอย่างเดียว
ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
แม้ว่าอาจจะฟังไม่เข้าหูกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลมากนัก
แต่การตั้งคำถามกัปตันเรือเวลาที่เรือกำลังแล่นไปผิดทางไม่ใช่เรื่องผิด การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนั้นไม่หยุดและไม่ควรหยุดแม้ประเทศจะอยู่ในวิกฤตหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนประเด็นนี้ได้อย่างดี
คือกรณีที่พรรคก้าวไกลออกมาแถลงการณ์ถึงการใช้พรก.ฉุกเฉินของพลเอกประยุทธ์เพื่อเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลในการควบคุมสถานการณ์
คำแถลงการณ์ของพรรคที่ออกมานั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโซเชียลมีเดีย
โดยมุ่งประเด็นไปเรื่องที่พรรคพยายามจะทำคะแนนทางการเมืองในยามวิกฤต
และการที่พรรคก้าวไกลให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลมากจนเกินไปแต่ทว่าหากใครได้อ่านคำแถลงการณ์นั้นจนจบจะพบว่าแท้จริงแล้วพรรคก้าวไกลนั้นเห็นด้วยกับการใช้พรก.ฉุกเฉินเพื่อผลักดักการเว้นช่องว่างทางสังคม
และลดผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แต่ในขณะเดียวกัน
พรรคเพียงต้องการออกมาเตือนไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจอย่างมิชอบในการปิดปากสื่อ ซึ่งเป็นที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อพรก.ฉุกเฉินถูกบังคับใช้ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วว่าการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออกนั้นนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้อย่างไรบ้างจากกรณีของ
นายแพทย์ชาวจีนหลี่ เหวินเหลียง ที่ถูกรัฐบาลจีนสอบสวนเพียงเพราะออกมาเตือนประชาชนเรื่องไวรัสโคโรนา
และท้ายสุดนายแพทย์หลี่ได้เสียชีวิตเพราะไวรัสนี้
ฉะนั้นคำแถลงการณ์นี้ของพรรคก้าวไกลจึงเป็นจุดยืนที่ฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพพึงกระทำแน่นอนว่าปัญหาการเมืองระหว่างพรรคเป็นเรื่องที่ควรมองข้ามไปก่อนในยามวิกฤต
แต่เสรีภาพในการแสดงออกคือข้อได้เปรียบของระบบประชาธิปไตยที่ทำให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ
มีเสียง และมีอำนาจในการควบคุมรัฐบาลการจับตามองและผลักดันให้รัฐบาลเดินไปในทางที่ถูกนั้นไม่เพียงจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี
แต่จะช่วยรักษาชีวิตคนไปพร้อมๆกันด้วยที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการสื่อสารจากคณะรัฐมนตรีนั้นไร้ประสิทธิภาพและสร้างความสับสนให้แก่ประชาชนอยู่ไม่น้อย
ฉะนั้นการผลักดันให้มีการสื่อสารที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นจะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ
และรู้ว่าว่าตนต้องทำอะไรในสถานการณ์เยี่ยงนี้
และกว่าที่รัฐบาลจะตัดสินใจใช้มาตรการฉุกเฉินต่างๆ ที่มีอยู่ในตอนนี้ ประชาชนก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นเริ่มแรกที่รัฐบาลไม่ได้ประกาศแนวทางการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากตกงาน
ก็ได้ชาวเน็ตมิใช่หรือที่เป็นคนมากดดันให้รัฐบาลมาจัดการดูแลเรื่องนี้แน่นอนว่าหน้าที่หลักของประชาชนในตอนนี้คือการอยู่บ้านเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส
แต่อีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการใช้สิทธิของประชาชนในการกดดันและผลักดันรัฐบาลให้ออกมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยไปพร้อมๆกันและการทำแบบนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราแน่ใจได้ว่าเรือกำลังแล่นไปถูกทางผู้เขียน Ken Lohatepanontผู้แปล Salisa Traipipitsiriwat
